บ่าวรับใช้ใหญ่สี่คนข้างกายหลินเยียนหรันได้ยินคำพูดของมารดาเถียน ต่างหวาดกลัวจนคุกเข่าลงกับพื้น
โดยเฉพาะเหวินจู๋ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และเหวินจวี๋ผู้ชำนาญพิษ ทั้งสองเกลียดมารดาเถียนเข้ากระดูกดำ ชีวิตสงบสุขดี ๆ ไม่ยอมอยู่ กลับต้องก่อเรื่องเช่นนี้ นี่ก็ทำให้พวกนางทั้งสองพลอยเดือดร้อนไปด้วย
หลินเยียนหรันคาดไม่ถึงว่าแม่นมข้างกายเจ้าของร่างเดิมผู้นี้จะรู้จักกาลเทศะถึงเพียงนี้ "เจ้าสารภาพก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องให้ข้าส่งคนไปไต่สวนอีก"
"พระชายาโปรดไว้ชีวิต บ่าวรู้ว่าผิดแล้ว บ่าวมิกล้าขอให้พระชายาทรงอภัย แต่ครอบครัวของบ่าวล้วนไร้ความผิด"
สิ้นคำพูด มารดาเถียนก็พุ่งศีรษะกระแทกเสาระเบียงทันที คนข้างกายหลินเยียนหรันไม่ทันคิดว่านางจะหาทางตายเช่นนี้ เพียงชั่วขณะไม่ระวัง ก็ปล่อยให้นางตายสมใจสำเร็จ
เหวินเหมยเห็นดังนั้นโกรธแค้นยิ่งนัก อดไม่ได้ลุกขึ้นเดินหน้าไปถีบมารดาเถียนสองที "ไอ้คนอกตัญญู ไม่เพียงทรยศนาย ตายแล้วยังทำให้ที่ของนายแปดเปื้อน"
ด่าจบ เหวินเหมยก็คุกเข่ากลับที่เดิม "ฮูหยิน แล้วครอบครัวของมารดาเถียนจะจัดการอย่างไร"
หลินเยียนหรันไม่อาจใจอ่อน ผู้ที่ผ่านห้วงโคลนตมมาแล้ว สิ่งที่เรียกว่าใจอ่อนนั้นย่อมไม่มี มีแต่เจ้ากับข้า มีชีวิตอยู่ได้เพียงหนึ่งเดียว
ดังนั้นหลินเยียนหรันมองดูศพที่เพิ่งดับของมารดาเถียน หาได้มีความคิดจะปล่อยครอบครัวนางไปแม้แต่น้อย
เพราะในหนังสือบุตรสาวคนเล็กของมารดาเถียนนั้น ในภายหลัง ได้กลายเป็นอนุของโหวเหยผู้นี้จริง ๆ ชาตินี้มารดาเถียนก็ได้ลงมือแล้ว หามีคำว่าไร้ความผิดแต่ประการใด
"นำญาติสามชั่วคนของมารดาเถียนทั้งหมด ไปให้ข้าขายทิ้งเสีย ขายให้ไกล ๆ ขายไปทางตะวันตกเฉียงเหนือโน่น ชาตินี้ข้าไม่ปรารถนาจะเห็นครอบครัวนั้นในชางหมิงอีก
รวมถึงหวังต้าที่ทำงานข้างกายคุณชายใหญ่ ก็นำไปขายให้ข้าด้วย"
เหวินเหมยรีบรับคำ แล้วนำผู้คนถือสัญญาขายตัวไปจับกุมครอบครัวมารดาเถียน
ส่วนศพมารดาเถียนบนพื้น มีบ่าวที่คอยรับใช้ลากออกไปนานแล้ว
คนเหล่านี้ใจเย็นกว่าหลินเยียนหรันเสียอีก การตายของบ่าวสักคน สำหรับพวกเขาแล้ว มิใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด
เหวินจู๋เอาหน้าผากกระแทกพื้น ใจเต็มไปด้วยโทษที่มิอาจปกป้องนายของตนได้ "ฮูหยิน บ่าวก็มีความผิด ขอฮูหยินลงทัณฑ์"
เหวินจวี๋ก็รีบขอรับโทษ นางรู้สึกว่าตนกับเหวินจู๋ชะล่าใจไปจริง ๆ "บ่าวก็มีความผิด ขอฮูหยินลงทัณฑ์"
หลินเยียนหรันรู้ว่าสาวใช้ทั้งสี่ในนิยายล้วนจงรักภักดี แม้แต่เหวินจวี๋หลังจากเจ้าของร่างเดิมตายไปแล้ว ยังเคยพยายามวางยาพิษซุนซินโหรว
เพียงแต่แผนการนั้นเร่งรีบและหยาบเกินไป สุดท้ายถูกซุนซินโหรวจับได้ เหวินจวี๋ถูกโยนให้ฝูงสุนัขป่ากัดกินจนตาย
จุดจบของสาวใช้ใหญ่อีกสามคนดีกว่าเหวินจวี๋มากนัก แต่ไม่มีใครมีชีวิตอยู่เกินสองปีหลังจากนายจากไป
เมื่อรู้จุดจบของคนในนิยายแล้ว หลินเยียนหรันก็ไม่อาจเข้มงวดกับเหวินเหมยและพรรคพวกเกินไป นอกจากนี้ เรื่องมารดาเถียน เจ้าของร่างเดิมก็มีความผิดเช่นกัน
เจ้าของร่างเดิมแสดงความเชื่อใจมารดาเถียนมากเกินไป ให้อภิสิทธิ์นางมากมาย เมื่อนางแสดงความเชื่อใจเช่นนี้ คนข้างกายก็ย่อมทำตามอย่าง
"พวกเจ้าสี่คนละเลยหน้าที่ก็จริง แต่เมื่อคำนึงว่าพวกเจ้าติดตามข้ามาด้วยความจงรักภักดีตลอดมา เหวินเหมยและเหวินหลานริบค่าเบี้ยเลี้ยงสามเดือน เหวินจู๋และเหวินจวี๋ริบหกเดือน"
เหวินหลานและอีกสามคนได้ยินนายพูดเช่นนี้ ใจล้วนสำนึกบุญคุณหลินเยียนหรันยิ่งนัก "ขอบพระทัยพระชายา"
หลินเยียนหรันเพิ่งจัดการเรื่องนี้เสร็จ ก็มีบ่าวมารายงาน "เรียนฮูหยิน ฉางหนิงฉางกงจู่และหลินฟู่หม่าเสด็จมาถึงหน้าจวนโหวแล้ว"
หลินเยียนหรันได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เอนกายทันที นำเหวินจู๋และพวกเดินออกไปข้างนอก
ระหว่างทางไปเรือนหน้า หลินเยียนหรันได้พบกับมารดาสามี เซี่ยซื่อ อีกครั้ง
หลินเยียนหรันยิ้มเดินเข้าไปทักทาย "ท่านแม่"
ไท่ฮูหยินเซี่ยซื่อหน้าเครียดบึ้ง "เจ้าแจ้งข่าวแก่ฉางกงจู่หรือ"
"เรื่องเช่นนี้ เกรงว่าทั่วชางหมิงคงได้รู้กันหมดแล้ว จะต้องให้ลูกสะใภ้กลับจวนไปบอกกล่าวด้วยตนเองที่ไหนกัน
อย่างไรเสียอีกสองวันแม่ลูกสามคนนั่นก็จะเข้าจวนแล้ว ท่านแม่ของลูกสะใภ้ยังไงก็ต้องรู้อยู่ดี"
คำพูดของหลินเยียนหรันนี้ อุดปากไท่ฮูหยินเสียสนิท หลานก็เกิดมาแล้ว ต่อให้ใจแข็งอย่างไรนางก็พูดจะฆ่าหลานชายหลานสาวไม่ออก
ได้แต่ถอนหายใจอย่างจำนน เปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้มมุ่งหน้าไปเรือนหน้า
ไท่ฮูหยินผู้มาจากตระกูลใหญ่จิตใจรู้สึกว่าก้าวเดินของบุตรชายคนโต้นั้นผิดพลาด
แม้โลกนี้ บุรุษในตระกูลเช่นพวกเขามักมีภรรยาและอนุมากมาย แต่เมื่อบุตรชายคนโตเพราะเหตุผลหลายประการประกาศต่อสาธารณะว่าจะมีเพียงหนึ่งเดียวชั่วชีวิต
ตอนนี้กลับมีอนุที่เลี้ยงไว้นอกบ้าน ผู้คนถึงแม้ปากจะบอกว่าเขาช่างเป็นชายชาตรี แต่ในใจใครบ้างไม่ตั้งคำถามถึงตัวตนของเขา
โดยเฉพาะราชวงศ์ แม้ปากจะไม่กล่าวอะไร แต่ในใจจะไม่ขุ่นเคืองหรือ เมื่อนั้นจะมีเรื่องดีอะไรตกมาถึงเขาเล่า
แต่ลูกโตแล้วบังคับไม่ได้ นางคิดอย่างไรไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือบุตรชายนางได้ทำให้ไพ่ดีในมือกลายเป็นเช่นนี้แล้ว
ก่อนหน้านี้นางยังวางมาดเป็นแม่ผัวต่อลูกสะใภ้ใหญ่ได้บ้าง ต่อไปเกรงว่าลูกสะใภ้ใหญ่คงไม่พูดจาง่าย ๆ เช่นแต่ก่อนแล้ว
ไท่ฮูหยินและหลินเยียนหรันเดินไปด้วยกัน ระหว่างทางมิได้พูดคุยกันมากนัก ไท่ฮูหยินกำลังกังวลว่า อีกประเดี๋ยวจะอธิบายเรื่องที่บุตรชายใหญ่ทำแก่ฉางกงจู่และฟู่หม่าได้อย่างไร
ส่วนหลินเยียนหรันกำลังกังวลว่า ฉางหนิงฉางกงจู่และหลินฟู่หม่าเมื่อพบแล้วจะดูออกหรือไม่ว่านางไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบบิดามารดาแท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมหลังจากข้ามภพมา ในใจย่อมประหม่า
ดังนั้นทั้งไท่ฮูหยินและหลินเยียนหรันต่างมีเรื่องกลุ้มใจของตน จึงไม่มีใครมีอารมณ์จะหาเรื่องพูดคุยอะไร
เมื่อหลินเยียนหรันและไท่ฮูหยินมาถึง ฉางหนิงฉางกงจู่และหลินฟู่หม่าได้ดื่มชาไปสองถ้วยแล้ว
ไท่ฮูหยินเห็นฉางหนิงฉางกงจู่ปราดแรก ก็เห็นแส้แดงที่วางข้างพระหัตถ์ของฉางกงจู่
ใจของไท่ฮูหยินบีบรัด เหงื่อผุดที่แผ่นหลัง นางรู้ว่าฉางกงจู่คงไม่เฆี่ยนนาง แต่ใครบ้างเล่าจะไม่เกรงกลัวฉางกงจู่ผู้ที่ตีคนโดยไม่เลือกหน้าผู้นี้บ้าง
ไท่ฮูหยินพลางถวายความเคารพฉางกงจู่ พลางคิดเสริมในใจว่า อาจมีบุตรชายคนโตนางคนเดียวกระมังที่ไม่เป็น
"หม่อมฉันถวายบังคมฉางกงจู่และหลินฟู่หม่า"
"ลูกสาวคารวะท่านพ่อท่านแม่"
หลินเยียนหรันเลียนแบบเจ้าของร่างเดิมกระทำความเคารพอย่างง่าย ๆ ไม่รอให้ฉางหนิงฉางกงจู่เรียกให้ลุก หลินเยียนหรันก็ลุกขึ้นเอง "ท่านพ่อ ท่านแม่ เหตุใดจึงเสด็จมาเล่า"
"ข้ามาดูว่า เจ้าเอาแต่ซุกตัวร้องไห้ในผ้าห่มจนตายไปแล้วหรือยัง"
หลินฟู่หม่าปากไม่ปรานี แต่สายตาสำรวจบุตรสาวอย่างละเอียด เห็นสีหน้าบุตรสาวดูปกติดี สีหน้าเคร่งขรึมจึงผ่อนคลายลงบ้าง
ฉางกงจู่ฉุดบุตรสาวมาสำรวจ "ข้าเพิ่งได้ยินเมื่อเช้าว่าเหวินเซวียนโหวเลี้ยงอนุไว้ข้างนอก ลูกก็มีสองคนแล้ว ข้าจึงมาตั้งใจดูว่านางเป็นเซียนสวรรค์เช่นไร"
ไท่ฮูหยินฟังคำพูดของหลินฟู่หม่าและฉางกงจู่ รีบแก้ตัวแทนบุตรชาย "เฉินเอ๋อก็เพียงชั่ววูบหลงผิด จึงตกหลุมพรางของสตรีข้างนอก ล้วนเป็นเพียงของเล่น เฉินเอ๋อมิได้จริงจัง"
ฉางกงจู่ไม่แม้แต่จะก้มมองเซี่ยซื่อที่กระตือรือร้นแก้ตัวให้บุตรชาย น้ำเสียงไม่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นดังเช่นเคย "ไท่ฮูหยินไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด ข้ากับฟู่หม่าเห็นบุตรสาวแล้วดีใจไปชั่วขณะ ลืมท่านไปเสียสนิท
ท่านเองก็เป็นผู้ที่เคยเลี้ยงดูบุตรมา ย่อมเข้าใจจิตใจของข้ากับฟู่หม่าได้
ที่นี่ไม่จำเป็นต้องให้ท่านคอยปรนนิบัติแล้ว ข้ากับฟู่หม่าอยากพูดคุยกับบุตรสาวสักครู่ คิดว่าไท่ฮูหยินคงไม่รู้สึกลำบากใจกระมัง"
ไท่ฮูหยินรีบกล่าว "ไม่ลำบากใจ เชิญฉางกงจู่และฟู่หม่าได้ตามสะดวก หม่อมฉันขอทูลลาก่อน"
แต่ในใจไท่ฮูหยินพลันด่าบุตรชายใหญ่ขี้ไม่เอาไหนอีกครั้ง เมื่อก่อนตามท่านโหวก็ยังไม่เคยถูกทำให้ขายหน้าเช่นนี้
แก่มาแล้วยังต้องมาเดือดร้อนเพราะบุตรชายเช่นนี้