ไท่ฮูหยินเพิ่งจากไป หลินฟู่หม่าเจ้าเล่ห์ก็เริ่มกล่าวสอนบุตรสาวอีกครั้ง "ข้ายังนึกว่าเจ้าจะร้องห่มร้องไห้จะตายเพราะบุรุษอีกเสียแล้ว ครานี้ยังพอมีแววเข้าท่าขึ้นบ้าง"
หลินเยียนหรันวาจาไวประหนึ่งมีก้างขวางคอ "ท่านพ่อผิดหวังหรือไม่เพคะที่ลูกไม่ได้ร่ำไห้จนตาย"
องค์หญิงใหญ่ทอดพระเนตรบุตรสาวที่เคยว่านอนสอนง่ายต่อหน้าบิดา บัดนี้กลับต่อล้อต่อเถียงกับฟู่หม่าได้สองสามคำ ทรงรู้สึกหนักพระทัยยิ่งกว่าเดิม
บุตรสาวต้องได้รับความคับแค้นใจมากเพียงใดจึงเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้
องค์หญิงใหญ่ทรงจับมือบุตรสาว ตรัสถามด้วยความห่วงใย "เจ้าเล่าให้พ่อกับแม่ฟังสิ ฉู่โม่เฉินนั่นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มันอาจหาญเลี้ยงอนุภรรยาลับ ๆ นอกตำหนักจริงหรือ"
"เมื่อก่อนเห็นว่ามีแววฉลาดอยู่บ้าง สุดท้ายก็เจ้าโง่ดี ๆ นี่เอง" หลินฟู่หม่าประเมินฉู่โม่เฉินตกต่ำถึงขีดสุดในฉับพลัน
ระดับที่ตกลงนั้นราวกับจาก 'ลูกเขยผู้ปราดเปรื่อง' ร่วงหล่นเป็น 'คนโง่' โดยตรงเลยทีเดียว
องค์หญิงใหญ่ทรงยื่นพระหัตถ์ตบต้นแขนหลินฟู่หม่าเพียะหนึ่ง "ฟังเจ้าพูด หรือฟังบุตรสาวพูด"
หลินฟู่หม่าเปลี่ยนท่าทีกับฮูหยินของตนทันใด "ฟังบุตรสาวพูด ฟังบุตรสาวพูด"
องค์หญิงใหญ่จึงทรงพอพระทัยหันไปทางบุตรสาว ทรงเชิดพระพักตร์ให้เริ่มเล่า
"ก็อย่างที่ลือกันข้างนอกนั่นแหละ ข่าวลือข้างนอกก็ล้วนเป็นฝีมือลูกส่งคนปล่อยไปเอง แต่ทั้งหมดเป็นความจริงทุกประการ
บุตรชายที่ฉู่โม่เฉินเลี้ยงดูกับอนุภรรยาลับนั่น อายุอ่อนกว่าเหิงเอ๋อของลูกแค่เดือนเศษ ๆ เท่านั้น
ท่านพ่อยังบอกว่าลูกไม่ร้องไห้ ข้าแทบจะร่ำไห้จะตายแล้ว"
หลินฟู่หม่าเพ่งพินิจโดยละเอียดแล้วสรุปว่า "สีหน้าเจ้าอย่างนี้ เทียบกับทีท่าขยันร่ำไห้จะตายแต่ก่อนของเจ้าแล้ว นับว่ายังห่างไกลนัก"
องค์หญิงใหญ่ได้แต่ทรงแสร้งกริ้วขึงพระเนตรใส่หลินฟู่หม่า บอกใบ้มิให้เขาไปหาเรื่องบุตรสาว
หลินเยียนหรันแสร้งทำเป็นจริงจังครุ่นคิดคำของหลินฟู่หม่า จึงตอบกลับ "หรือจะเป็นเพราะฉู่โม่เฉินอายุมากขึ้น รูปโฉมมิได้งดงามดังวัยหนุ่ม ครานี้ลูกกลับไม่คิดร่ำไห้อยากตายเอาจริง ๆ เสียแล้ว
เคราะห์รักของลูก คงนับว่าผ่านพ้นมาได้แล้วกระมัง"
หลินเยียนหรันกล่าวจบแล้วยังแสร้งทำท่ารำลึกถึงอดีต ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
หลินฟู่หม่าเห็นบุตรสาวเช่นนี้ ก็เผลอตบศีรษะบุตรสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู "คนโง่ก็คือโง่ ข้ากับแม่เจ้ามิได้รังเกียจเจ้า เจ้าจะหาข้ออ้างอันใด"
หลินเยียนหรันมองหลินฟู่หม่าโดยไม่เชื่อ "ท่านพ่อ ท่านไม่เคยรังเกียจลูกจริง ๆ หรือเพคะ ขอเพียงท่านสาบานด้วยเส้นผมบนศีรษะเท่านั้น ลูกก็เชื่อ"
หลินฟู่หม่าได้ยินข้อเรียกร้องแสนจะเหลวไหลของบุตรสาว ก็ยกมือกุมเส้นผมบนศีรษะทันที "เจ้าอย่าได้คิด"
"เฮอะ ลูกก็รู้ว่าท่านพ่อเคยรังเกียจที่ลูกโง่ ยังจะมีหน้ามารังเกียจที่ลูกไม่สนิทสนมกับท่านและท่านแม่"
หลินเยียนหรันนับว่าฝืนอธิบายความเปลี่ยนแปลงของนางไปเช่นนี้
อันที่จริงสาเหตุที่ตัวตนเดิมไม่สนิทกับบิดา ก็เพราะตัวตนเดิมรู้สึกว่าบิดาชอบแต่พี่ชายทั้งสอง
บิดาเอ่ยวาจากับพี่ชายทั้งสอง มิได้ร้ายกาจเหมือนที่เอ่ยกับนางเลย
หลินฟู่หม่าเมื่อเผชิญหน้ากับบุตรสาว ก็มิยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อย "เจ้าแต่ก่อนมิใช่รู้สึกว่าข้าลำเอียงเข้าข้างพี่ชายทั้งสองของเจ้าหรอกหรือ ก็แค่ลูกไม้กระจอก ๆ ของเจ้า ผู้ใดจะดูไม่ออก"
หลินเยียนหรันมิได้รู้สึกว่าหลินฟู่หม่าเอนเอียง ในบ้านมีบุตรสามคน พี่ใหญ่มีบรรดาศักดิ์จวิ้นอ๋อง นางมีบรรดาศักดิ์จวิ้นจู่ ส่วนพี่รองเป็นผู้ที่ไร้สิ่งใดเลย
แต่เมื่อโต้เถียงมาถึงขั้นนี้ หลินเยียนหรันก็เลยเออออตามน้ำไป นางเองก็มีนิสัยขัดขืนอยู่บ้าง "เช่นนั้นท่านมิได้ลำเอียงเข้าข้างพี่ทั้งสองหรือเพคะ"
"ข้าค่อนข้างชอบพี่ใหญ่ของเจ้านัก ฉลาด มั่นคง กตัญญู ใฝ่ก้าวหน้า..."
หลินฟู่หม่าเอ่ยถึงบุตรชายใหญ่สุดที่รัก ก็มีคำชมไม่รู้จบสิ้น อคติที่ลำเอียงนั้น แทบจะปกปิดมิมิด
หลินเยียนหรันเม้มปากอย่างไม่ยอม "ลูกกับพี่รองก็คือเด็กเก็บมาใช่หรือไม่"
"หากเป็นเด็กเก็บมาจริงก็ดีสิ เช่นนั้นเมื่อพี่รองของเจ้าเอาแต่เที่ยวเตร่ไม่เหลียวแลบ้าน ข้ากับแม่เจ้าจะได้โยนทิ้งเสีย
และก็ไม่ต้องมาคอยสอดส่องดูแลเจ้าที่มีลูกถึงสองคนแล้ว แต่ยังหลงเชื่อวาจาหวานหูของบุรุษอีก"
หลินฟู่หม่ามักมิต้องการเด็กคอยทวงหนี้สองคนหลังนี้ เขากับองค์หญิงต่างก็ถึงวัยชราพักผ่อนแล้ว ยังต้องมากังวลแทนลูกอกตัญญูทั้งสองนี้
หลินเยียนหรันเถียงหลินฟู่หม่าไม่ชนะ ก็ทำตามแบบตัวตนเดิม ซบกายแนบองค์หญิงใหญ่ทำทีออดอ้อน "เสด็จแม่เพคะ ทรงจัดการเสด็จพ่อทีเถิด เขาคิดจะโยนบุตรที่พระองค์อุตส่าห์ประสูติและเลี้ยงดูมาจนใหญ่ทิ้งเสีย"
หลินฟู่หม่าเขม็งมองบุตรสาว "ข้ายังอยู่ที่นี่ เจ้ากลับฟ้องใส่ร้ายข้าซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทิ้งเจ้าแล้วจะทิ้งผู้ใด"
องค์หญิงใหญ่ทอดพระเนตรสวามีและบุตรสาวเช่นนี้ กลับต้องพระทัยดีอย่างประหลาด
พ่อลูกปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ ยังดีกว่าคนหนึ่งพร่ำสอน คนหนึ่งหลั่งน้ำตาเงียบ ๆ ดังแต่ก่อนมากนัก
องค์หญิงใหญ่ทรงลงทัณฑ์พ่อลูกอย่างยุติธรรม "พอเถิด พวกเจ้าพ่อลูกรวมอายุกันก็เท่าใดแล้ว ยังมาโต้เถียงกันอีก"
องค์หญิงใหญ่ตรัสประโยคนี้จบ ทรงเกรงว่าฟู่หม่ากับบุตรสาวจะยังต้องห้ำหั่นกันอีก จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อไปยังธุระสำคัญของวันนี้
"เหยียนเอ๋อ ต่อไปเจ้าคิดจะทำเช่นใด"
หลินเยียนหรันแบมือยักไหล่แสดงท่าไม่ยี่หระ "จะทำอะไรได้อีก ก็ใช้ชีวิตต่อไปน่ะสิเพคะ ลูกมีบุตรชายโตถึงสิบขวบแล้ว จะมัวแต่คร่ำครวญรักใคร่อาลัยอาวรณ์จะเป็นจะตายอีกได้อย่างไร
จวนโหวมีบรรดาศักดิ์ที่ต้องสืบทอด ลูกจะยกบรรดาศักดิ์ให้ผู้อื่นอย่างง่ายดายก็มิอาจทำได้
อีกทั้งราชวงศ์จะยอมให้ลูกหย่าร้างเพราะฉู่โม่เฉินเลี้ยงอนุภรรยาลับหรือไม่
บัดนี้ลูกยังเป็นฝ่ายอ่อนแอในสายตาผู้คน หากลูกจะเอาเรื่องให้ลุกลามใหญ่โตถึงขั้นหย่าร้างจริง ๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ คงต้องเปลี่ยนทิศทางแล้วกระมัง"
องค์หญิงใหญ่ทรงยื่นพระหัตถ์ลูบศีรษะบุตรสาว พระเนตรเต็มไปด้วยความเวทนา "แม่อยากให้เจ้าไร้เดียงสาอย่างแต่ก่อนตลอดไป"
หลินฟู่หม่าไม่เห็นด้วยกับคำขององค์หญิงใหญ่ "องค์หญิงอย่าทรงหลับหูหลับตาพูดเลยพ่ะย่ะค่ะ บุตรสาวยังเป็นดังตอนนี้ดีแล้ว เมื่อก่อนท่าทางตุ๊กตาทนนั่น ข้าเห็นแล้วแสนแสบตา"
องค์หญิงใหญ่...ทรงยื่นพระหัตถ์ตบมือหลินฟู่หม่าแรงหนึ่ง "หุบปาก!"
องค์หญิงใหญ่ทรงหันไปกล่าวชดเชยกับบุตรสาว "เหยียนเอ๋อ บิดาเจ้าก็ปากร้ายใจดี เมื่อคืนบิดาเจ้าได้ยินเรื่องนี้ ก็มิได้หลับอย่างเป็นสุขตลอดคืน เกรงว่าเจ้าจะร้องไห้จนสลบไป"
หลินเยียนหรันสัมผัสได้ว่าองค์หญิงใหญ่และหลินฟู่หม่าเป็นห่วงนางอย่างแท้จริง แต่นางมิใช่ตัวตนเดิม จะไม่ร้องห่มร้องไห้จะตายเพียงเพราะบุรุษ
อีกทั้งนางก็มิต้องการให้องค์หญิงใหญ่และหลินฟู่หม่าต้องมาคอยกังวลเรื่องบุตรสาวตลอดทั้งยามที่ควรพักผ่อนชรา
"เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ทรงสบายพระทัยเถิดเพคะ ก็แค่บุรุษจะรับอนุภรรยาเพิ่มสักคน ลูกจัดการได้"
เดิมทีองค์หญิงใหญ่ตอนเสด็จมา ทรงเก็บถ้อยคำมากมายจะปลอบประโลมบุตรสาว แต่ยามนี้ทอดพระเนตรเห็นบุตรสาวยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างยากเย็น คำกำชับทั้งปวงกลับกลายเป็นการสนับสนุน "แม่เชื่อในตัวเจ้า"
หลินฟู่หม่าปากร้ายก็มิได้เอ่ยสิ่งใด อย่างไรเสียหากถึงคราวเขาและองค์หญิงจัดการมิได้ ก็ยังมีบุตรชายใหญ่อยู่
หัวคิดทั้งปวงในบ้านล้วนอยู่กับบุตรชายใหญ่ ถึงตอนนั้นก็ให้ฉู่โม่เฉินได้รับรสชาติอานุภาพของพี่ใหญ่ภรรยาบ้าง
องค์หญิงใหญ่และหลินฟู่หม่าปากว่ามิสนใจ แต่กลับประทับอยู่ที่จวนโหวตลอดมิยอมจากไป
บางทีอาจเป็นเพราะมีความทรงจำของตัวตนเดิมอยู่ หลินเยียนหรันเพียงใช้เวลาช่วงบ่ายกับองค์หญิงใหญ่และหลินฟู่หม่า ก็รู้สึกว่าทั้งสองคือบิดามารดาแท้ ๆ ของนาง
นางรู้สึกยินดีที่มีบิดามารดาผู้คอยห่วงใยบุตรสาวถึงเพียงนี้