เวินซูชะงักงันไปนาน
“...ของฉันเหรอ?”
เดิมทีเธอตั้งใจจะสืบถามให้แน่ชัด แล้วค่อยตอบเหอหว่านอิน จากนั้นช่วยถามเหอหว่านอินต่อว่าแผ่นหยกชิ้นนี้ขายให้ตระกูลอวี้ได้หรือไม่
ไม่คิดเลยว่าจะได้คำตอบแบบนี้
วัยเด็กของเธอเต็มไปด้วยเรื่องพลิกผัน ช่วงเวลาที่มีความสุขมีไม่มาก จนกระทั่งเธอแทบจำเรื่องราวก่อนอายุไม่กี่ขวบไม่ได้แล้ว เพราะบาดแผลในใจหลังผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ
เหวินชิงซงจ้องมองเธออย่างกระตือรือร้น ไม่รู้ว่านึกถึงอะไรขึ้นมา จึงพึมพำกับตัวเองว่า “ตั้งแต่เด็กแกก็ซน แถมยังชอบเล่น เสี่ยวรั่วกลัวว่าแกจะปีนป่ายจนทำหยกชิ้นนี้เสียหาย เลยเก็บไว้ให้ชั่วคราว ตอนนั้นแกยังเล็ก แถมจะเอาไปไว้ที่ตระกูลซูก็ไม่สะดวก เลยเก็บไว้ที่ร้านของบ้านเรา พ่อแกน่ะ...พึ่งพาไม่ได้เลย”
เสียงของชายชราฟังดูเลื่อนลอย
เห็นได้ชัดว่าความคิดของเขาล่องลอยไปไกล
พูดเรื่องนั้นทีเรื่องนี้ที
ในใจเวินซูราวกับมีเสียงฟ้าร้อง
เธอตกตะลึง
หัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที
ความคิดนั้นกู่ร้องอยู่ในหัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าอย่างไรก็กดมันไว้ไม่อยู่
เธอกับตระกูลอวี้...
เหวินชิงซงมีช่วงเวลาที่รู้สึกตัวไม่นานนัก จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเรื่อง “เสี่ยวรั่วล่ะ? ทำไมไม่มาเยี่ยมฉันบ้าง?”
คำถามนี้ดึงเวินซูกลับออกมาจากข้อสันนิษฐานที่ยังไม่แน่ชัดทันที
เธอสบตากับแววตาคิดถึงของคุณตา เขาสับสนจนจำไม่ได้ว่าลูกสาวของตัวเองไปไหน รู้เพียงว่าไม่ได้เจอเหวินรั่วมานานแล้ว และคิดถึงลูกสาวมาก
ขอบตาเวินซูร้อนผ่าว
เธอรีบพูดว่า “แม่ยุ่งค่ะ คุณตาก็รู้ แม่บ้างาน เดี๋ยววันหลังก็มา ดีไหมคะ?”
