เซิ่งเจิงโจวมองฮั่วเยี่ยนที่รับกระเป๋าจากมือเวินซูไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ความสนิทสนมเช่นนั้นซึมซาบอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ
แววตาและสีหน้าของเขายังคงเย็นชาแทบจะถึงขั้นไร้เยื่อใย
“อืม”
หลังตอบรับ เซิ่งเจิงโจวก็หันหลังขึ้นรถไปอย่างไม่แสดงอารมณ์
เวินซูเองก็ไม่ได้คิดจะยืนส่งหรือเชิญเขาเข้าบ้าน
เธอหันไปพูดกับฮั่วเยี่ยนว่า “เข้าไปกันก่อนเถอะ”
ฮั่วเยี่ยนพยักหน้า
เซิ่งเจิงโจวมองเห็นประตูบานนั้นปิดลงอีกครั้งผ่านกระจกมองหลัง
สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน แววตาเรียบเฉย
เขาหมุนพวงมาลัย ขับรถไปในทิศทางตรงกันข้าม ก่อนจะค่อย ๆ ห่างออกไป
หลังเวินซูเข้าบ้าน จงเฮ่อถังก็เดินเข้ามาหาพร้อมลูกอมมินต์หลายเม็ดในมือ ปากบ่นพึมพำว่าคุณยายไม่ให้สูบบุหรี่อีกแล้ว พอเห็นเวินซู เขากำลังจะเอ่ยว่า “ทำไมถึงมาซะตอนนี้ล่ะ?”
แต่ก็เห็นสีหน้าเธอเคร่งขรึมอย่างประหลาด
จงเฮ่อถังชะงักฝีเท้าทันทีแล้วหันกลับมา “เป็นอะไรไป?”
ฮั่วเยี่ยนแขวนกระเป๋าของเวินซูให้เรียบร้อย ก่อนจะตอบว่า “ประธานเซิ่งมาส่งครับ”
จงเฮ่อถังแค่นเสียงเย็นชา “เขาทำแบบนี้หมายความว่ายังไง? คิดจะเอาใจอะไรขึ้นมา?”
พอได้ยินเช่นนั้น เวินซูก็ได้สติกลับมามากขึ้น รีบอธิบายว่า “ไม่ใช่อย่างที่คุณตาคิดนะคะ วันนี้สถานการณ์พิเศษ แล้วก็ผ่านมาทางนี้พอดี”
เธอปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้กระทบจิตใจเธอไม่น้อย
เธอต้องใช้เวลาทำใจด้วย
หากใครตามรอยเบาะแสและรหัสเชื่อมโยงไปจนพบเรื่องของไป๋เหมยได้ โทษที่ได้รับคงหนักหนาสาหัส
ที่ผ่านมา หากมันเป็นอุบัติเหตุ เธอก็พยายามโน้มน้าวตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านี่คือชะตากรรม เป็นเหตุไม่คาดฝัน ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ การจมอยู่กับความเจ็บปวดไม่ได้ช่วยอะไร เธอบังคับตัวเองให้ยอมรับมันแล้ว
