หลังวางสาย อวี้เหยี่ยนเว่ยนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน ลางสังหรณ์ในใจยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน
เขากำโทรศัพท์แน่นแล้วลุกขึ้นทันที มุ่งหน้าไปยังห้องโถงด้านหน้า
วันนี้เหอหว่านอินหยุดพัก ไม่ได้ออกไปทำงาน
เธอจึงใช้เวลาอยู่บ้านเขียนอักษร วาดภาพ ตัดแต่งดอกไม้ใบหญ้า ยุ่งจนเพลิดเพลินไม่รู้เบื่อ
ตอนอวี้เหยี่ยนเว่ยมาถึงก็พบว่าอวี้ฉิ่งเฉิงอยู่ด้วย
กำลังนั่งคุยเป็นเพื่อนเหอหว่านอิน
สองพ่อลูกสบตากัน อวี้เหยี่ยนเว่ยไม่มีทีท่าจะทักทายบิดาอย่างสนิทสนม ส่วนอวี้ฉิ่งเฉิงก็ชินกับ “อคติ” ที่ลูกชายมีต่อตนมานานแล้ว สีหน้าจึงไม่เปลี่ยนแปลง
“คุณย่า” อวี้เหยี่ยนเว่ยเดินเข้าไป
เหอหว่านอินวางพู่กันในมือลง “ย่าได้ยินเสียงฝีเท้าตั้งนานแล้ว มีเรื่องอะไรถึงได้รีบร้อนขนาดนั้น”
ริมฝีปากของอวี้เหยี่ยนเว่ยขยับ เขาเกือบจะพูดออกไปโดยไม่ทันคิด
แต่แล้วก็เหลือบมองบิดา
นึกถึงคำเตือนของเซิ่งเจิงโจว เรื่องชาติกำเนิดของเวินซูยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่เหมาะจะให้คนรู้กันมากนัก
แต่คนตรงหน้าก็เป็นแค่พ่อของเขาเท่านั้น
“มีอะไรก็พูดมาเถอะ” เหอหว่านอินเห็นความลังเลของอวี้เหยี่ยนเว่ย “เรื่องที่ต้องให้ย่าตัดสินใจ พ่อเธอเข้ามายุ่งไม่ได้หรอก”
หมายความว่า ต่อให้อวี้ฉิ่งเฉิงรู้เรื่องเข้า ก็ไม่มีทางส่งผลอะไร
อวี้เหยี่ยนเว่ยกวาดตามองไปรอบ ๆ
เมื่อไม่เห็นเงาของสวี่จือหราน เขาจึงตัดสินใจวางความระแวงลง “ผมเหมือนจะมีเบาะแสเรื่องน้องสาวแล้วครับ”
