ฮั่วอีชะงักมือที่กำลังแตะหน้าจอ ก่อนจะชะโงกมองผ่านช่องว่างเข้าไปใกล้ทางนั้น ระยะห่างไม่ใกล้นัก แต่บริเวณนี้เงียบสงบ จึงสังเกตเห็นคนทั้งสองได้
ไม่รู้เพราะเหตุใด ชายคนนั้นจึงไม่ตอบคำถามของหญิงสาว
ดูเหมือนกำลังมองโทรศัพท์อยู่
หญิงสาวคล้ายจะไม่พอใจอยู่บ้าง ทว่าตอนกระเง้ากระงอดก็ไม่ได้ทำเกินไปนัก “ไหนบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนฉันไง ในโทรศัพท์มีอะไรที่คุณวางไม่ลงหรือคะ?”
ชายหนุ่มถึงยกมือโอบเอวเธอไว้
คล้ายกำลังปลอบใจ
ฮั่วอีมองแผ่นหลังของทั้งคู่
ไม่รู้ทำไมถึงยืนมองอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง
จนกระทั่ง...
“เหม่ออะไรอยู่?”
เห็นอีกฝ่ายหายไปนาน เวินซูจึงออกมาตามฮั่วอี พอเห็นเธอยืนเหม่ออยู่ก็เดินเข้ามาตบไหล่ “เป็นอะไรไป มองอะไรอยู่?”
ฮั่วอีได้สติกลับมา หรี่ตายิ้ม “บรรยากาศดีขนาดนี้ ก็เลยเพลินจนไม่อยากกลับน่ะสิ รีบกลับกันเถอะ หนาวจะตายอยู่แล้ว”
เวินซูมองไปทางที่เธอมองอยู่
แต่ตรงนั้นไม่มีอะไรแล้ว
ตอนพวกเธอกลับมา อาหารก็ถูกยกมาส่งพอดี
ดวงตาฮั่วอีเป็นประกายทันที เธอพุ่งเข้าไปหาแล้วกวักมือเรียกเวินซู “อาหารระดับนี้ คืนนี้ฉันต้องกินให้พุงกางแล้วล่ะ!”
เธอยัดขนมหวานเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะพูดอู้อี้พลางหันไปหาเวินซู “ไว้ค่อยขอบคุณประธานเซิ่งนะ ฉันไม่ได้กินฟรีสักหน่อย”
เวินซูขมวดคิ้วเดินเข้ามาลูบหลังให้เธอ
“จะรีบกินไปทำไม? ยัดเข้าไปจนกลืนไม่ลงแล้วเห็นไหม”
ฮั่วอีทำปากยื่น “ก็ทำงานมาทั้งวันจนหิวจะตายอยู่แล้วนี่นา”
“ถ้าต้วนหลิงอี้รู้เข้า เขาต้องโกรธเธออีกแน่” เธอส่ายหน้า ต้วนหลิงอี้ไม่เคยตามใจฮั่วอีเรื่องนี้