ถ้อยคำไร้ยางอายของอีกฝ่ายทำให้เวินซูรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาจริง ๆ สีหน้าของเธอไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง ยามสบกับสีหน้าราวกับยืนอยู่บนจุดสูงสุดของซูจื้อเหยา
เวินซูค่อย ๆ ยกยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบราวปกคลุมด้วยน้ำแข็ง «เธอคงให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไปแล้ว ต่อให้เธอตายต่อหน้าฉัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย»
คำถามแบบนี้ เธอได้ยินจนชินชาไปนานแล้ว
ซูจื้อเหยาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาตอนนี้ ก็ไม่อาจทำให้เธอรู้สึกอะไรได้เลย
มีแต่จะทำให้เธอรู้สึกว่า ความรักช่างทำให้คนขาดสติ ทิ้งทั้งศักดิ์ศรีและความเป็นตัวเอง แม้แต่ผู้หญิงอย่างซูจื้อเหยาก็ไม่เว้น
น่าเวทนาเหลือเกิน
เวินซูคร้านจะโต้เถียงกับซูจื้อเหยาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเซิ่งเจิงโจว
ยิ่งไม่คิดจะแสดงปฏิกิริยาอย่างที่ซูจื้อเหยาอยากเห็น
เธอหันข้างแล้วเดินจากไป
ซูจื้อเหยาขวางไว้ไม่ทัน
ทำได้เพียงหันกลับไปมองแผ่นหลังของเธออย่างไม่อยากเชื่อ
ความไม่แยแสของเวินซูทำให้ซูจื้อเหยารู้สึกใจไม่ดีขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ตอนนี้คนที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบคือเธอ เพราะเวินซูพลิกหน้ากลับลำอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชื่อเสียงของเธอในแวดวงจึงเสียหาย
ไม่ใช่แค่ตระกูลเซิ่งที่จะไม่ยอมรับเธอง่าย ๆ อีกเพราะเห็นแก่หน้าตา
ตระกูลอื่น ๆ ก็คงมองเธอเป็นตัวหายนะและหลีกหนีให้ไกล
เวินซูทำลายทั้งธุรกิจ อนาคต และความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่เธออาจต่อยอดได้จนหมดสิ้น!
แต่เมื่อมองกลับไปที่เวินซู
จู่ ๆ เธอก็ได้เป็นศาสตราจารย์ข้ามขั้น จากที่ฟังความหมายของคณบดีเผยแล้ว ในอนาคตยังอาจได้รับการรับเข้าทำงานที่สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งชาติโดยตรงอีกด้วย
ซูจื้อเหยาเม้มริมฝีปาก ก่อนหยิบโทรศัพท์โทรหาลู่เฟ่ย
ลู่เฟ่ยปล่อยให้รอสักพักใหญ่กว่าจะรับสาย น้ำเสียงฟังดูสบาย ๆ «มีอะไรเหรอ»
ซูจื้อเหยาบอกว่า «เรื่องรายการจะเร่งเตรียมงานให้เร็วขึ้นได้ไหม ฉันอยากเริ่มถ่ายทำเร็ว ๆ»
อย่างน้อยพอเธอมีรายการ ก็จะช่วยดึงความสนใจและเงินลงทุนหลากหลายด้านมาให้มหาวิทยาลัยจิงต้า ซึ่งก็เท่ากับเพิ่มข้อได้เปรียบให้เธอเข้าทำงานที่สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งชาติ
