ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หันไปมองทางที่เสียงพูดดังขึ้น
ผู้หญิงที่พูดตัวเล็กจิ๋ว เห็นแวบเดียวก็รู้ว่าเพราะขาดสารอาหารมาตลอด จึงผอมบางตัวเล็ก สภาพคล้ายกับซูหนีอาน
แต่ซูหนีอานแม้จะค่อนข้างผอม ส่วนสูงก็ไม่ได้เตี้ยมาก
ผู้หญิงตรงหน้าทั้งเตี้ยทั้งเล็ก ถ้าพูดแบบสมัยนี้ก็คงถูกเรียกว่าสาวลอลิ
เพียงแต่เสื้อผ้าบนตัวเธอเรียกได้จริง ๆ ว่าขาดรุ่งริ่ง คล้ายกับที่ซูหนีอานสวมตอนมาถึงตระกูลซูใหม่ ๆ
เห็นคนที่ออกมากล่าวหาตัวเอง สีหน้าของชายวัยกลางคนก็เปลี่ยนไปทันที แล้วรีบตะโกนใส่ผู้หญิงคนนั้นว่า “เหลียงเจาตี้ แกหุบปากไปเลย!”
ที่แท้ก็รู้จักกันอยู่ด้วยเหรอ? คนที่ยืนดูความวุ่นวายอยู่รอบ ๆ ยิ่งสนใจหนักกว่าเดิม
ตำรวจที่เป็นหัวหน้ากะพริบตาเล็กน้อย แล้วรีบเรียกเธอเข้ามาสอบถามทันที
“คุณผู้หญิง พูดเรื่องอะไรก็ต้องมีหลักฐาน เมื่อกี้คุณเห็นจริง ๆ หรือว่าเขาลวนลามคุณผู้หญิงคนนี้?” ตำรวจเอ่ยถาม
เหลียงเจาตี้พยักหน้าอย่างหนักแน่น “หนูเห็น... หนูเห็นเขาจะไปจับก้นคุณผู้หญิงคนนี้ แต่คุณผู้หญิงรู้ตัวก็เลยชกหน้าเขาไปหมัดหนึ่ง”
เล่ารายละเอียดได้ขนาดนี้ ดูท่าเรื่องนี้ก็น่าจะจริงแปดเก้าส่วนแล้ว
“ได้ งั้นพวกคุณทุกคนตามผมไปที่สถานีตำรวจสักหน่อย เล่าเรื่องนี้ให้กระจ่าง” พูดจบ ตำรวจก็ให้คู่กรณีทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุเดินตามไป
ชายวัยกลางคนคนนั้นลนลานตั้งแต่เห็นเหลียงเจาตี้ออกมากล่าวหา พูดตะกุกตะกักว่า “ไป... จะไปสถานีตำรวจทำไมกัน ผม... อย่างมากผมก็ไม่แจ้งความแล้วก็ได้”
