ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันซุบซิบกันไม่หยุดปาก ราวกับตั้งใจให้เขาได้ยินชัด ๆ
เขายังไม่เชื่อเลยว่า บนรถม้าของจวนอันซุนโหวที่มีตราประจำตระกูลใหญ่โตขนาดนี้ ชาวบ้านจะมองไม่เห็น
ยิ่งคิด หลินมู่เฟิงก็ยิ่งหน้าบึ้ง
“ฉางฉี”
“ขอรับ ท่านโหว”
“กลับไปสืบให้ละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ขอรับ ท่านโหว”
ฉางฉีรับคำอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับบ่นอุบ ฮูหยินถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ในจวนเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ยังต้องสืบอะไรอีกเล่า
ในฐานะคนสนิทที่ติดตามนายมานาน ย่อมรู้ดีว่านายอยากฟังอะไร ไม่งั้นก็ไม่สามารถอยู่ข้างกายนายได้นานขนาดนี้ การกลับไปสืบก็แค่ทำเป็นพิธีเท่านั้น
คิดไม่ตกจริง ๆ ว่าก่อนหน้านี้ทุกอย่างก็ราบรื่นดี ทำไมตอนนี้ทั้งเมืองถึงได้พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนอันซุนโหวข่มเหงลูกสะใภ้
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน อันซุนโหวลงจากรถแล้วตรงไปยังเรือนหลังท้ายทันที
การให้ฉางฉีไปสืบเป็นเรื่องหนึ่ง เขาก็ต้องไปถามมารดาเองด้วยว่า วันนี้ทำอะไรลงไป
“ท่านโหว”
ภายในเรือนอันจวี เหล่าคนใช้ที่พบเห็นอันซุนโหวต่างพากันคำนับ
เวลานี้ตามปกติมารดาจะอยู่ในลานบ้าน มีสาวใช้ประคองเดินเล่น แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาคน
“ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ที่ไหน?”
“กราบเรียนท่านโหว วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยสบาย พักอยู่บนเตียง”
“ตอนเช้าออกไปก็ยังปกติดีไม่ใช่หรือ?”
“เรื่องนี้...”
นางกำนัลอู๋สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
หลินมู่เฟิงสีหน้าเคร่งขรึมลง
