เมื่อเห็นอันซุนโหวจากไป จี้เยว่หรูคิดจะฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสังเกตตามไปหาอันซุนโหว แต่ใครจะคิดว่าฉางผิงกงจู้จับตานางอยู่ตลอด
“ท่านหญิงโหวจะไปที่ใดหรือ?”
“ไปห้องน้ำ ฝ่าบาทจะไปด้วยกันหรือไม่?”
ทุกคนพากันฉงนสนเท่ห์ รู้ทั้งรู้ว่าฉางผิงกงจู้มีความคิดอย่างไรต่อนางอยู่ในขณะนี้ แต่นางกลับกล้าชวนฉางผิงกงจู้ไปด้วยกันได้อย่างไร
“ได้สิ เช่นนั้นก็ไปด้วยกัน”
ฉางผิงกงจู้ไม่ได้ปฏิเสธ พอทั้งสองจากไปด้วยกัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในลานบ้านก็ยิ่งดังขึ้น
ทั้งสองรู้ดีว่าการไปห้องน้ำเป็นเพียงข้ออ้าง ดังนั้นจึงไม่ได้มุ่งหน้าไปทางห้องน้ำ หากแต่ไปยังที่ในสวนซึ่งผู้คนบางตา
“นางจี้ ข้าทนดูไม่ไหวแล้ว จำต้องเตือนเจ้าสักหน่อย คนเราควรรู้จักพอในสิ่งที่ตนมี
เมื่อเจ้าไม่ชอบอันซุนโหว ก็จงปล่อยมือเสีย หากเจ้ายอมหย่าร้าง อันซุนโหวก็จะปล่อยเจ้าไปเอง”
“ข้าน้อยไม่ทราบว่าอันซุนโหวกล่าวกับฝ่าบาทอย่างไร”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าพวกเราพูดอะไรกัน เจ้าแค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอ
อีกอย่าง ถุงผ้าที่อันซุนโหวคาดเอวอยู่เมื่อครู่นี้ ข้าเป็นคนให้จริง แต่ข้าไม่ต่ำทรามถึงขนาดทำร้ายหญิงมีครรภ์ ชะมดเชียงในนั้นไม่ใช่ข้าใส่”
ฉางผิงกงจู้คิดว่าตนทำอะไรก็เปิดเผยไม่มีสิ่งใดปิดบัง จึงคิดว่าจำเป็นต้องแก้ต่างให้ตนสักประโยค
“ข้าน้อยรู้ว่าชะมดเชียงไม่ใช่ฝ่าบาทใส่ ฝ่าบาทคงเข้าใจข้าน้อยผิดไปใหญ่
อันที่จริงข้าน้อยอยากจะหย่าร้างมานานแล้ว เพียงแต่อันซุนโหวไม่ยอมเท่านั้น”
