ไม่นานพวกเขาก็มาถึงที่พักของคุณปู่ไป๋ เป็นบ้านเก่าแก่เชิงเขาที่อบอวลด้วยกลิ่นอายโบราณ ในลานตากสมุนไพรไว้ไม่น้อย เพียงก้าวเข้าไปก็ได้กลิ่นหอมของยา
ข้างกองสมุนไพรมีชายชราหนวดเคราขาวยืนอยู่คนหนึ่ง ซุ่ยซุ่ยมองเขาด้วยความสงสัย
คุณปู่ไป๋ได้ยินเสียงจึงหันมามองแวบหนึ่ง ก่อนแค่นเสียงเยาะเย้ยว่า “แหม มาแล้วเหรอ ยังไม่ตายอีกสินะ”
หมอนี่มันก็จริง ๆ เลย เขาแค่บอกว่าจะปรับตำรับยาให้หน่อย อีกฝ่ายก็คิดว่ารักษาไม่หายแล้ว กลับไปก็เลยคิดฆ่าตัวตาย
ในฐานะแพทย์ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือคนที่ไม่เห็นค่าชีวิตตัวเอง
เฮ่อจิ่งสิงวางตัวเรียบร้อยผิดปกติต่อหน้าเขา ไม่เถียงกลับ แต่คุณปู่ไป๋ก็ยังไม่ชอบหน้าเขาอยู่ดี ไม่ชวนเข้าไปข้างใน ปล่อยให้ยืนรออยู่ตรงนั้น ส่วนตัวเองก็เดินเข้าแปลงสมุนไพรไปทำงาน
เพราะเป็นฤดูหนาว แปลงสมุนไพรจึงมีการคลุมรักษาความอบอุ่น คล้ายกับแปลงดอกไม้ของคุณนายเฒ่าเฮ่อ ซุ่ยซุ่ยมองแล้วรู้สึกคุ้นเคยจนอดวิ่งเข้าไปหาไม่ได้
คุณปู่ไป๋เห็นว่าเธอไม่ได้ซุกซน มือไม้ก็อยู่กับร่องกับรอย ไม่ได้ดึงต้นถั่งเช่าที่เขาอุตส่าห์เพาะขึ้นมา จึงไม่ได้ห้าม
ถั่งเช่าเติบโตอยู่ในพื้นที่สูง เขาใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะคิดค้นวิธีเพาะเลี้ยงขึ้นมาได้
แต่ที่นี่ก็ไม่ใช่สภาพแวดล้อมดั้งเดิมของมัน ถึงตอนนี้จะเพาะขึ้นมาได้แล้ว ทว่าดูจากการเติบโตยังไม่ค่อยดีนัก ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า
เขาดูแลสมุนไพรล้ำค่าเหล่านี้อย่างพิถีพิถัน ส่วนซุ่ยซุ่ยก็เดินตามหลัง พึมพำจ้อไม่หยุด พอคุณปู่ไป๋หันไปดูก็เห็นเธอนั่งยอง ๆ คุยกับถั่งเช่าอย่างออกรส ราวกับกำลังพูดคุยกับใครสักคน
