ซุ่ยซุ่ยเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเขาอยู่ด้วย คิ้วเล็ก ๆ ก็ขมวดเข้าหากัน แววไม่ชอบใจวูบผ่านดวงตา
ยิ่งดูยิ่งเหมือนหลัวซูเข้าไปทุกที
จู่ ๆ อารมณ์ของหลัวเยี่ยนซิวก็แย่ลง เขาคว้าแก้วเหล้าบนโต๊ะขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด เพื่อกดความหงุดหงิดในใจเอาไว้
เฮ่อจิ่งสิงเหลือบมองเขา ก่อนหันไปมองจ้าวเจิ้งเฟยที่มีท่าทีร้อนตัว แล้วถามเสียงเย็นว่า “หมายความว่ายังไง”
จ้าวเจิ้งเฟยกระแอมเบา ๆ พลางถูมือไปมา “เอ่อ คือช่วงนี้ทีมเราร่วมงานกับคุณหลัว เลยชวนเขามากินข้าวด้วย นายคงไม่ถือใช่ไหม”
ดูเหมือนเขาไม่ถือหรือไง?
เฮ่อจิ่งสิงไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังเดินออกไปทันที
ซุ่ยซุ่ยก็ออกแรงเข็นรถเข็นต่ออย่างทุลักทุเล
เธอไม่อยากกินข้าวกับเจ้าคนเลวด้วยหรอก
จังหวะนั้นเอง หลัวเยี่ยนซิวก็เอ่ยขึ้นว่า “มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”
ซุ่ยซุ่ยชะงักเท้า มองเฮ่อจิ่งสิงแวบหนึ่ง ก่อนเข็นเขาเดินหน้าต่อ
คราวนี้เฮ่อจิ่งสิงกลับเป็นฝ่ายแปลกใจ เขาเอียงหน้ามองเธอ “ข้าวฟรีก็ไม่กินเหรอ”
ท่าทีที่เธอประกาศวันนั้นว่าจะกินให้เขาจนหมดตัวล่ะ?
ซุ่ยซุ่ยส่ายหัวน้อย ๆ เม้มปากอย่างไม่พอใจ “เขารังแกคุณอา คุณอาเห็นเขาแล้วจะอารมณ์ไม่ดี”
คุณอาสำคัญกว่าอยู่นิดหนึ่ง
เฮ่อจิ่งสิงไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ เขาชะงักไป ก่อนมุมปากจะยกขึ้น แล้วหัวเราะเบา ๆ
เขากดปุ่มบนรถเข็นไฟฟ้าให้รถหันกลับ แล้วพาซุ่ยซุ่ยมุ่งหน้าไปยังห้องส่วนตัว
“ไปสิ ข้าวฟรี ไม่กินได้ยังไง”
ซุ่ยซุ่ยกะพริบตาปริบ ๆ แล้วรีบเดินตามไปอย่างกระตือรือร้น
หลัวเยี่ยนซิวได้ยินบทสนทนาของพวกเขาเช่นกัน เขามองซุ่ยซุ่ยเพิ่มอีกแวบหนึ่ง ก่อนหันไปพูดกับเฮ่อจิ่งสิงตรง ๆ ว่า “ยินดีด้วยนะ นายชนะฉันอีกแล้ว หุ่นยนต์เหนียนเหนียนตัวนั้นทำให้ฉันเสียเงินไปสามพันกว่าล้าน ฉันที่เป็นรองมาตลอด สุดท้ายก็ยังแพ้เหมือนเดิม”
