เจ้าของบ้านเช่ารู้สึกราวกับอวัยวะภายในถูกกระแทกจนเคลื่อนที่ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วก็สบเข้ากับใบหน้าไร้อารมณ์ที่แผ่ไอสังหารไปทั่ว ต่อให้ยมราชเห็นยังต้องหลีกทางให้
ที่สำคัญที่สุดคือ ใบหน้านี้เหมือนกับยมราชเดินดินแห่งหนานเฉิงไม่มีผิด!
เขามองอีกฝ่ายด้วยแววตาหวาดกลัว พูดตะกุกตะกักว่า “คุณ...คุณชายสามเฮ่อ?”
ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้!
“เข้าไปเอาของก่อน” เฮ่อหวยชวนเหลือบมองซุ่ยซุ่ยที่ยืนข้าง ๆ เหมือนกำลังช็อก แล้วเอ่ยขึ้น
ซุ่ยซุ่ยได้สติ เธอมองเขา แล้วหันไปมองเจ้าของบ้านเช่าที่ปกติเชิดหน้าชูคอ แต่ตอนนี้กลัวจนแทบฉี่ราด ริมฝีปากน้อย ๆ พลันฉีกยิ้มกว้าง ราวกับมีคนคอยหนุนหลัง เธอจึงเชิดหน้าตั้งอก เดินเข้าไปข้างในอย่างองอาจทันที
ตอนเดินผ่านเจ้าของบ้านเช่า เธอยังแอบเหยียบเท้าเขาไปทีหนึ่ง พอเหยียบเสร็จก็แอบชำเลืองมองเฮ่อหวยชวนอย่างรู้สึกผิด เม้มปากน้อย ๆ กลัวว่าเขาจะคิดว่าเธอใจร้าย
แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ
เฮ่อหวยชวนเห็นท่าทางเล็ก ๆ ของเธอทั้งหมด หลังจากเธอเข้าไปแล้ว เขาก็ปิดประตูตามสบาย เสียง “โครม” ดังขึ้นราวกับกระแทกเข้ากลางอกเจ้าของบ้านเช่า ชั่วขณะนั้นเขาราวกับเห็นประตูนรกอยู่ตรงหน้า
เมื่อเห็นเฮ่อหวยชวนเดินเข้ามาหาทีละก้าว เขาก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก ใบหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปเรื่อย ๆ ราวกับอยากมุดเข้าไปในกำแพง
เฮ่อหวยชวนยกเท้าขึ้นเหยียบกลางอกเขาเบา ๆ แต่เจ้าของบ้านเช่ากลับรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมือคนบีบไว้ ความเจ็บปวดทำให้เลือดฝาดบนใบหน้าหายไปในพริบตา
เฮ่อหวยชวนพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไอ้เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่?”
เจ้าของบ้านเช่าเหงื่อเย็นผุดเต็มตัว เขาพูดอย่างยากลำบากว่า “ผะ...ผมนี่แหละเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่!”
เฮ่อหวยชวนหัวเราะเบา ๆ แต่แววตากลับไม่มีรอยยิ้ม “เอามือปิดปากตัวเองไว้”
อะไรนะ?
เฮ่อหวยชวนอธิบายอย่างใจดีว่า “ฉันกำลังจะซ้อมแก ปิดปากตัวเองให้ดี อย่าทำให้ลูกสาวฉันตกใจ ถ้าร้องออกมาหนึ่งครั้ง ฉันจะตัดลิ้นแก ถ้าร้องสองครั้ง ฉันจะเอาชีวิตแก เข้าใจไหม?”
ปีศาจชัด ๆ!
ตอนซุ่ยซุ่ยถือของออกมา เธอก็เห็นว่าตรงโถงทางเดินไม่มีเจ้าของบ้านเช่าอยู่แล้ว จึงถามอย่างสงสัยว่า “พ่อคะ เจ้าของบ้านเช่าคนนั้นไปไหนแล้ว?”
เฮ่อหวยชวนค่อย ๆ ใช้ผ้าเช็ดมือพลางตอบว่า “เขาบอกว่าหิว เลยกลับบ้านไปกินข้าวแล้ว”
อืม ไปกินโต๊ะจีนแล้วล่ะ
ซุ่ยซุ่ยไม่ได้สงสัยอะไร เธอพยักหน้าหงึก ๆ
“เอาของครบแล้วหรือยัง?” เฮ่อหวยชวนเหลือบมองเธอ
ซุ่ยซุ่ยพยักหน้า แล้วยื่นรูปถ่ายในมือให้เขาดู รูปนั้นถูกหลัวซูฉีกจนขาด เธอเจอเทปกาวม้วนหนึ่งในถังขยะ จึงแอบเอามาติดให้กลับเป็นรูปเดิม
นี่เป็นรูปถ่ายของหลัวซูเพียงใบเดียวในบ้านหลังนี้
เฮ่อหวยชวนไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย กวาดตามองบ้านหลังนี้
ทั้งเก่าทั้งโทรม ทั้งหนาวเหน็บ
ไม่มีข้าวของเกินจำเป็น ต่อให้มีอะไรอยู่บ้าง ก็ดูเหมือนเป็นของที่คนอื่นเก็บมาทิ้งไว้ บนพื้นยังมีชามแตก ๆ ใบหนึ่ง ข้างในมีผักเขียวแช่แข็งอยู่ไม่กี่ก้าน
เขากวาดตามองรอบห้อง แต่ไม่เห็นที่สำหรับทำอาหารเลย
เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบหัวเล็ก ๆ ของเธอ
ซุ่ยซุ่ยเงยหน้ามองเขา จากแววตาของเขา เธอเห็นความสงสารอยู่ในนั้น เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง แล้วรวบรวมความกล้าจับมือเขาไว้ “พ่อคะ หนูเอาชุดนี้กลับบ้านได้ไหม?”
เธอชี้ไปยังชุดกระโปรงสีขาวที่ถูกโยนอยู่บนพื้น นี่เป็นชุดที่แม่ชอบที่สุด พวกเธอซื้อมาจากตลาดกลางคืน ราคาแค่ยี่สิบกว่าหยวน คุณภาพไม่ดีนัก แต่หลัวซูเคยใส่มันเดินหมุนไปมาอยู่ในห้องตั้งนาน
ตอนนั้นแม่ไม่ได้แต่งหน้าเลย ต่างจากภาพแม่ที่แต่งหน้าจัดในความทรงจำของซุ่ยซุ่ยอย่างสิ้นเชิง สวยราวกับนางฟ้า
แต่ไม่รู้ทำไม หลังจากแม่ออกไปข้างนอกครั้งหนึ่ง ก็ไม่เคยใส่มันอีกเลย แถมยังบอกให้เธอเอาไปทิ้ง
เธอทำใจทิ้งไม่ลง จึงแอบซ่อนเอาไว้
เฮ่อหวยชวนแค่เหลือบมองก็พยักหน้า “อยากเอาก็เอาไปสิ”
บ้านตระกูลเฮ่อกว้าง มีที่เก็บของเหลือเฟือ
สุดท้ายซุ่ยซุ่ยหยิบไปแค่ชุดกระโปรงหนึ่งตัวกับรูปถ่ายหนึ่งใบ
เธอกอดมันไว้แนบอกแน่นราวกับกำลังกอดสมบัติล้ำค่า
ระหว่างทาง เฮ่อหวยชวนรับโทรศัพท์สายหนึ่ง เป็นผู้ช่วยโทรมา ดูเหมือนบริษัทจะมีเรื่องอะไรสักอย่าง
ซุ่ยซุ่ยหูผึ่ง รอจนเขาวางสายแล้วก็พูดอย่างรู้ความว่า “พ่อไปจัดการงานก่อนก็ได้ค่ะ หนูกลับบ้านเองได้”
“หนูจะกลับเองยังไง?”
ซุ่ยซุ่ยตอบว่า “เดินกลับไงคะ”
เฮ่อหวยชวนเหลือบมองขาสั้น ๆ ของเธอ “เดินไหวเหรอ? รู้ทางหรือเปล่า?”
คำถามนั้นทำซุ่ยซุ่ยอึ้ง เธอเงยหน้ามองออกไปข้างนอก เห็นแต่สถานที่แปลกตา จึงหดคอกลับมา
ก่อนหน้านี้ที่ที่เธอเดินไปไกลที่สุดก็แค่จากหมู่บ้านกลางเมืองไปถึงร้านรับซื้อของเก่า ส่วนที่นี่เธอไม่รู้จักเลยสักนิด
เฮ่อหวยชวนยกมุมปากขึ้นนิด ๆ เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ไปบริษัทกับฉัน”
น้ำเสียงไม่เปิดโอกาสให้ต่อรอง พอพูดจบ เขาก็เริ่มหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถแล้ว
ซุ่ยซุ่ยนั่งเรียบร้อยอยู่เบาะหลัง
พอลงจากรถ เธอก็เงยหน้ามองตึกสูงตรงหน้า อดอุทาน “ว้าว” ออกมาไม่ได้
สูงจังเลย!
เธอเงยหน้าจนศีรษะแทบขนานกับพื้น เผลอแวบเดียวก็หงายหลัง เฮ่อหวยชวนยื่นมือใหญ่ ๆ มาประคองเธอไว้เบา ๆ
ใบหน้าซุ่ยซุ่ยแดงระเรื่อ เธอยิ้มให้เขาอย่างเขิน ๆ แล้วจับมือเขาไว้
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในฝ่ามือ เฮ่อหวยชวนก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองซุ่ยซุ่ย แต่ไม่ได้พูดอะไร จูงมือเธอเดินเข้าไปข้างใน
พอเข้ามาในห้องทำงาน ผู้ช่วยก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาจนเหงื่อท่วมตัว กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เฮ่อหวยชวนก็ยกมือห้ามไว้ก่อน
เขาก้มมองเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังมองสำรวจรอบ ๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น แล้วเรียกเลขามา ก่อนจะบอกซุ่ยซุ่ยว่า “อยู่เล่นกับพี่เขาก่อน อย่าวิ่งไปไหนล่ะ”
“ได้ค่ะ พ่อรีบไปทำงานเถอะ” ซุ่ยซุ่ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย ปล่อยมือเล็ก ๆ แล้วโบกมือให้เขาเหมือนแมวกวักตัวน้อย
เมื่อฝ่ามือว่างเปล่า เฮ่อหวยชวนก็เผลอใช้นิ้วถูไปมา รู้สึกไม่ค่อยชินอยู่บ้าง
เขาหันไปมองผู้ช่วย แววตาเย็นชาขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ไปกันเถอะ”
ผู้ช่วยงุนงง ไม่รู้ว่าอยู่ ๆ เจ้านายเป็นอะไรไป จึงรีบเดินตามไป
ก่อนจากไป เขายังอดหันกลับไปมองซุ่ยซุ่ยไม่ได้
พ่อเหรอ? แค่วันเดียวไม่เจอกัน ทำไมคุณเฮ่อถึงมีลูกสาววัยสามขวบแล้วล่ะ โผล่มาจากไหนกัน หรือคลอดออกมาเมื่อคืนนี้?
สมกับเป็นจอมบ้างานจริง ๆ แม้แต่คลอดลูกก็ยังคลอดข้ามคืน
ส่วน “จอมบ้างานตัวน้อย” ที่โตจนสามขวบข้ามคืน กำลังถูกพนักงานหญิงในบริษัทล้อมเอาไว้
“ว้าว นี่ลูกคุณเฮ่อจริง ๆ เหรอคะ น่ารักจังเลย”
“น้องสาวตัวน้อย หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”
“พี่สาวคะ หนูชื่อซุ่ยซุ่ยค่ะ”
“อ๊าย เสียงก็น่ารักด้วย! นุ่มนิ่มจัง ขอหยิกแก้มหน่อยได้ไหม?”
พอได้ยินแบบนั้น ซุ่ยซุ่ยก็กะพริบตาปริบ ๆ แล้วยื่นแก้มให้ถึงมืออีกฝ่ายเอง เธอเงยหน้ามองหญิงสาวคนนั้น
เอ้า หยิกเลยค่ะ
ท่าทางนี้เกือบทำให้พี่สาวพนักงานต้อนรับใจละลาย แต่ละคนหยิบขนมที่พกติดตัวมาให้เธอกิน
ซุ่ยซุ่ยกล่าวขอบคุณทีละคน นั่งกินอยู่บนโซฟา ไม่ร้องไห้งอแงและไม่วิ่งซน ดูว่าง่ายสุด ๆ
จนกระทั่งมีเสียง “ปัง” ดังมาจากทางห้องประชุม ซุ่ยซุ่ยสะดุ้งตัวโยน แล้วหันไปมองโดยไม่รู้ตัว
คนอื่น ๆ ก็ได้ยินเหมือนกัน พวกเขามองหน้ากัน ก่อนที่ทั้งบริษัทจะเงียบกริบราวกับจักจั่นจำศีล
ซุ่ยซุ่ยกลัวว่าเฮ่อหวยชวนจะเป็นอะไรไป จึงอดคิดจะเดินไปดูเขาไม่ได้ ทันใดนั้น ต้นคลิเวียบนขอบหน้าต่างก็ไหวใบเบา ๆ แล้วพูดขึ้นว่า
“เฮ้อ โปรเจกต์ที่บริษัทโหมทำงานล่วงเวลากันมาครึ่งปี ไม่นึกเลยว่าจะมีไส้ศึกแฝงตัวเข้ามา แถมยังเปิดเผยเทคโนโลยีหลักทั้งหมดให้ฝ่ายตรงข้ามจนหมด อีกฝ่ายชิงเปิดตัวสินค้าไปก่อน เงินก้อนโตคงสูญเปล่าแล้วล่ะ”
“นึกไม่ถึงล่ะสิ ไส้ศึกคือคนที่เขาไว้ใจที่สุด”
อะไรนะ? บริษัทของพ่อมีไส้ศึก!
