“เจียงจิ่งเหยา...”
หยุนหนีเอนกายไปด้านหลังเล็กน้อย มือที่ไขว้ไว้ข้างหลังยันโต๊ะอยู่ เธอเงยหน้ามองเขาแล้วเรียกชื่อ น้ำเสียงสั่นพร่า ออดอ้อนอ่อนหวาน ราวกับกำลังเชื้อเชิญ
สายตาของเจียงจิ่งเหยาค่อย ๆ เลื่อนจากดวงตาของเธอลงมา หยุดอยู่บนผิวเนื้อใต้ไหปลาร้าซึ่งอาบไล้ด้วยแสงเทียนจนเปล่งประกายอบอุ่น
ลมหายใจของเขาหนักกว่าปกติอยู่หลายส่วน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอีกครั้ง
หยุนหนีรู้สึกว่าทั้งร่างร้อนผ่าว ทุกจุดบนผิวกายที่ถูกเขาจ้องมองราวกับถูกเปลวไฟแผดเผา
“รู้ไหมว่าคุณแต่งตัวแบบนี้แล้วมานั่งอยู่ตรงหน้าผม ผมแทบจะรักษาสติไว้ไม่ไหว”
เสียงของเจียงจิ่งเหยาแหบพร่าอย่างยิ่ง ใบหูของหยุนหนีก็ร้อนผ่าวจนแดงก่ำ เธอก้มตาลง ขนตาสั่นไหว “ฉัน... ฉันไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น...”
“แต่ผมคิดไปไกลแล้ว” พูดจบเจียงจิ่งเหยากลับไม่ได้ทำอะไรต่อ
เขายังคงโน้มตัวอยู่เช่นเดิม ซุกใบหน้าลงตรงซอกคอของเธอแล้วสูดกลิ่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นและยกมือที่ยันโต๊ะออก
เขาถอยหลังไปครึ่งก้าว บังคับข่มความคิดที่พลุ่งพล่านให้สงบลง
“ไปสวมเสื้อคลุมแล้วค่อยลงมากินข้าว”
หยุนหนีไถลตัวลงจากโต๊ะอาหาร พอเท้าแตะพื้น ขาทั้งสองข้างก็ยังอ่อนแรง
เธองุนงงอยู่บ้าง เจียงจิ่งเหยาถึงกับอดใจไว้ได้ ทั้งที่เธอเตรียมใจไว้แล้วว่าจะถูกเขากินรวบจนไม่เหลือซาก แต่เขากลับหยุด แถมยังให้เธอกลับไปสวมเสื้อคลุมอีก
หยุนหนีทั้งขุ่นเคืองและรู้สึกพ่ายแพ้อยู่ไม่น้อย กว่าจะรวบรวมความกล้าล่อลวงเขาได้สักครั้ง เขากลับไม่รับมุกเลยแม้แต่น้อย