“ใคร ใครจะย้ายมาอยู่ด้วยกันกันล่ะ?!”
หยุนหนีถูกพูดแทงใจดำเข้าให้ จึงเผลอโต้กลับไปตามสัญชาตญาณ
เฉิงจิ่งเหยาคีบกับข้าวขึ้นมาคำหนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองเธอ “แล้วคุณจะเป็นห่วงเรื่องพวกนี้ทำไม?”
หยุนหนีอึกอักแก้ตัว “ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเอง บ้านคุณจัดการลานบ้านสะอาดขนาดนี้ ข้างในบ้านก็น่าจะตกแต่งให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง”
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าตักข้าวเข้าปากกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดจนใจคอไม่ดี
เฉิงจิ่งเหยาจ้องเธอเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง เขาเดาใจเธอไม่ออก ทั้งยังกลัวว่าตัวเองจะคิดไปเองอีก แต่สุดท้ายก็เอ่ยว่า “ได้ งั้นคุณลองบอกมาสิว่าที่บ้านยังขาดอะไรบ้าง ผมจะลองพิจารณาดู”
หยุนหนีรีบเงยหน้าขึ้นจากชาม ดวงตาฉ่ำวาวเป็นประกายขึ้นมาทันที ในใจเธอดีใจสุด ๆ แต่ปากยังวางท่าอยู่ “ฉันก็แค่เสนอไปอย่างนั้นเองนะ จะเอาหรือไม่เอาก็แล้วแต่คุณ”
เฉิงจิ่งเหยารับคำเบา ๆ ตะเกียบยังคงขยับไม่หยุด “ว่ามาสิ”
“ตู้เสื้อผ้าต้องมีสักใบแน่ ๆ ขอใบใหญ่หน่อยก็ดี จะได้เก็บเสื้อผ้าได้เยอะ”
หยุนหนีนับนิ้ว “แล้วก็เพิ่มกระจกกลมเล็ก ๆ ไว้บนโต๊ะสักบาน แบบที่มีฐานตั้งน่ะ วางบนโต๊ะแล้วไม่กินที่ ต้องมีชั้นวางกะละมังล้างหน้าด้วย ข้างล่างควรมีชั้นวางของสองชั้น เอาไว้ใส่ฝักสบู่อะไรพวกนั้น”
“หน้าต่างควรติดผ้าม่านด้วย แบบนี้ก็เป็นส่วนตัวขึ้น ตอนกลางคืนนอนจะได้สบายใจ”
หยุนหนียิ่งพูดก็ยิ่งได้อารมณ์ แทบอยากเติมทุกอย่างที่นึกออกลงไปให้หมด
