เฉิงจิ่งเหยาปั่นจักรยานไปจอดล็อกไว้ที่จุดรับฝากรถริมตลาด
หยุนหนีตั้งใจจะแวะไปดูที่ไปรษณีย์ก่อนว่ามีพัสดุจากแม่เสิ่นส่งมาหรือไม่
เฉิงจิ่งเหยาไม่วางใจให้เธอไปคนเดียว จึงไปเป็นเพื่อนด้วย
แต่ในเมืองมีผู้คนมากมาย เพื่อไม่ให้ใครเข้าใจผิด ทั้งสองจึงเว้นระยะห่างกันไว้หนึ่งช่วงตัวเสมอ
เมื่อถึงที่ทำการไปรษณีย์ หยุนหนีบอกชื่อกับที่อยู่จุดเยาวชนลงชนบท พนักงานหลังเคาน์เตอร์ค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกพัสดุกับจดหมายฉบับหนึ่งออกมายื่นให้เธอ
“เสิ่นหยุนหนีใช่ไหม? มีทั้งพัสดุและจดหมาย เซ็นชื่อหน่อยนะ”
หยุนหนีเซ็นชื่อแล้วกอดพัสดุกับจดหมาย เดินไปนั่งบนม้านั่งหน้าที่ทำการไปรษณีย์ ก่อนจะเปิดจดหมายอ่าน
เป็นจดหมายจากแม่เสิ่นจริง ๆ ช่วงต้นจดหมายมีแต่คำกำชับให้เธอใช้ชีวิตในชนบทให้ดี อย่าทะเลาะกับใคร อะไรทำนองนั้น หยุนหนีกวาดตามองผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว จนเมื่ออ่านถึงย่อหน้าสุดท้าย สายตาก็ชะงักค้าง
“พี่สาวของลูกกับสวี่ถังเฉิง ลูกชายบ้านข้าง ๆ เราถูกใจกันแล้ว พวกเขาคุยกันว่าจะไปจดทะเบียนกันเดือนหน้า ลูกอยู่ชนบทคนเดียวก็ดูแลตัวเองให้ดี พอถึงช่วงเทศกาลกลับบ้านแล้วค่อยไปดื่มฉลองงานแต่งของพี่สาวนะ”
เฉิงจิ่งเหยายืนห่างจากเธอไปไม่กี่ก้าว รอให้เธออ่านจดหมายจนเสร็จ
ตอนแรกสีหน้าของเธอยังดูสงบนิ่งอยู่ แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ ก็ร้องไห้ออกมา
เฉิงจิ่งเหยาขมวดคิ้ว เขาก้าวเข้าไปหาเธอ ก่อนหยุดลงข้างม้านั่งแล้วก้มหน้าถาม “เยาวชนเสิ่น เป็นอะไรไป?”
หยุนหนีบีบกระดาษจดหมาย น้ำตาหยดแหมะลงมาไม่ขาดสาย เธอไม่พูดอะไร เอาแต่เบะปากร้องไห้
เห็นเธอร้องไห้หนักขนาดนั้น เฉิงจิ่งเหยาก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น เขารีบเหลือบมองจดหมายที่กางอยู่ในมือเธอ เห็นได้เพียงไม่กี่บรรทัด
