คืนนั้น เมิ่งจี้เสวี่ยหลับไม่สนิทนัก
ตลอดทั้งคืนเธอฝันร้ายไม่หยุด ล้วนเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ในชาติที่แล้ว กระทั่งฝันว่าตัวเองไม่ได้เกิดใหม่ ที่จริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นเพียงความฝัน
ความฝันนี้ทำให้เมิ่งจี้เสวี่ยสะดุ้งตื่นขึ้นมา เหงื่อเย็นชุ่มกาย
ข้างนอกฟ้าสว่างแล้ว
เมิ่งจี้เสวี่ยมองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย ความเจ็บปวดตุบ ๆ ที่ข้อเท้าทำให้เธอค่อย ๆ ได้สติขึ้นมาในที่สุด
ยังดี
ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง
เธอเกิดใหม่จริง ๆ
ตอนนี้เมิ่งชิงซงไม่ต้องไปทำงานแล้ว จึงอยู่บ้านตลอดทั้งวัน
นานทีจะมีเวลาว่างแบบนี้ ได้อยู่เป็นเพื่อนเมิ่งจี้เสวี่ย พอนึกถึงหลายปีที่ผ่านมา เขามัวแต่ยุ่งกับงาน เวลาที่ได้อยู่ใต้ชายคาเดียวกับลูกสาวกลับนับนิ้วได้
ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จากการถูกส่งลงชนบท ตอนนี้ดูเหมือนจะจางหายไปไม่น้อย
ขอแค่เมิ่งจี้เสวี่ยไม่เป็นอะไร เมิ่งชิงซงก็คิดว่าอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
สองวันนี้เมิ่งชิงซงสนใจการทำอาหารเป็นพิเศษ เขาพิถีพิถันกับการทำอาหารมาก ต้องทำให้ออกมาทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติครบถ้วนถึงจะพอใจ นี่คงเป็นความดื้อรั้นของศิลปินกระมัง
ทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว เขาตั้งใจว่าจะรออีกสักพักค่อยไปเรียกเมิ่งจี้เสวี่ยให้ลุกมากิน ไม่คิดว่าพอวางชามลงบนโต๊ะ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังแล้ว
เมิ่งชิงซงหันกลับไป เห็นเมิ่งจี้เสวี่ยเดินมา
เขายิ้ม “ทำไมตื่นเช้าจัง”
เมิ่งจี้เสวี่ยค่อย ๆ ขยับเข้ามา อาการบวมแดงและเจ็บปวดที่ข้อเท้าเมื่อคืนดีขึ้นมากแล้วหลังจากโจวหานจางช่วยดูแล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องเดินช้า ๆ
เธอยิ้มพลางพูดว่า “ก็ได้กลิ่นหอม ๆ จากอาหารเช้าที่พ่อทำ ท้องเลยหิวขึ้นมาน่ะค่ะ”
