“เหตุใดพระชายารองจึงมองพระชายาเอกเช่นนี้?” พระชายาจิ่งชินอ๋องก้าวเข้ามาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พระชายารองอ้าปาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เอ่ยคำที่จ่ออยู่ริมฝีปากไม่ออก
นางไม่อาจและไม่กล้าบอกจิ่งชินอ๋องว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นแผนการของนาง
มิฉะนั้น ผลที่ตามมาย่อมเกินกว่าจะคาดคิด
พระชายารองข่มความโกรธแค้นในใจ ก่อนฝืนยิ้มอย่างน่าเวทนายิ่งกว่าร้องไห้ แล้วกล่าวว่า “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ เพียงแต่แปลกใจว่าเหตุใดพระชายาเอกจึงเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“อ้อ เรื่องนั้นเอง เมื่อครู่ข้าเผลอทำน้ำชาหกใส่พระชายาเอก พระชายาเอกเป็นเจ้าของวันเกิดในวันนี้ จะสวมเสื้อผ้าเปื้อนคราบพบแขกได้อย่างไร ย่อมเสียมารยาทเกินไป จึงไปเปลี่ยนชุดใหม่”
ถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจากปากของจิ่วจิ่ว
สายตาของพระชายารองกวาดผ่านจิ่วจิ่ว แววเย็นเยียบวูบผ่านดวงตา “จวิ้นจู่หย่งอานกับพระชายาเอกสนิทสนมกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หม่อมฉันนึกว่าพระชายาเอกจะพาลโกรธจวิ้นจู่หย่งอานเสียอีก อย่างไรเสีย ปีนั้นคุณชายใหญ่ก็...”
กล่าวถึงตรงนี้ พระชายารองก็รีบยกมือปิดปาก คล้ายเพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิดไป
พระชายาจิ่งชินอ๋องยังคงมีสีหน้าเย็นชา “เปิ่นหวังเฟยยังไม่ถึงกับพาลโกรธเด็กเล็กคนหนึ่ง”
“พระชายารองกำลังยุแยงให้แตกคอกันอยู่หรือเปล่า? พี่จิงหงคิดเช่นไร?” เมื่อเทียบกับถ้อยคำอ้อมค้อมและท่าทีสูงส่งของพระชายาจิ่งชินอ๋องแล้ว จิ่วจิ่วพูดจาตรงไปตรงมากว่ามาก
อย่างไรเสียนางก็เป็นเด็ก คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
แต่พระชายารองกลับหน้าเปลี่ยนสีเพราะถ้อยคำไร้เดียงสาไม่กี่คำของนาง
