“ท่านน้าหนิง ท่านอยากเป็นพระชายาไท่จื่อหรือไม่?”
จู่ ๆ ฝูเป่าก็เอ่ยถามไป๋เสี่ยวหนิงเช่นนี้
ใบหน้าอันหล่อเหลาแต่เย็นชาของเซียวจิ่วเยวียนพลันปรากฏขึ้นในความคิดของไป๋เสี่ยวหนิง นางส่ายหน้าทันที “ข้ากับไท่จื่อเพียงเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นระหว่างกัน ต่างฝ่ายต่างไร้ใจให้กัน อีกทั้งเมื่อเทียบกับเรือนในวังหลังแล้ว ข้าปรารถนาจะออกไปสู่โลกกว้างอันไพศาลมากกว่า”
ในฐานะน้องสาวของไป๋เสี่ยวเซิง เจ้าสำนักโถงเทียนจี ไป๋เสี่ยวหนิงจึงมีความอิสระและปล่อยตัวตามใจแบบชาวยุทธอยู่ในสายเลือดมากกว่าผู้อื่นหลายส่วน
ฝูเป่าฉวยโอกาสเอ่ยว่า “เช่นนั้นเหตุใดท่านน้าหนิงจึงไม่พาจวิ้นจู่ออกจากเมืองหลวงเล่า?”
“พาจิ่วจิ่วออกจากเมืองหลวงหรือ?” ไป๋เสี่ยวหนิงชะงัก นางไม่เคยนึกถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อน
จิ่วจิ่วไม่ใช่บุตรสาวของนางเพียงคนเดียว
บิดาของนางคือเซียวจิ่วเยวียน เป็นไท่จื่อ และเป็นฮ่องเต้ในอนาคตของมหาอาณาจักรฉี
สิ่งที่ไป๋เสี่ยวหนิงคิดมากกว่าคือ จะทำอย่างไรจึงจะอยู่เคียงข้างจิ่วจิ่วได้
แต่ฝูเป่ากลับถามนางว่า เหตุใดจึงไม่พาจิ่วจิ่วออกจากเมืองหลวง
ฝูเป่ากล่าวต่อว่า “ท่านน้าหนิงไม่ปรารถนาจะเป็นพระชายาไท่จื่อ ส่วนไท่จื่อก็ไม่อาจครองตัวเป็นโสดไปตลอด หากไท่จื่ออภิเษก ย่อมมีโอรสและธิดาที่เป็นบุตรโดยชอบธรรมถือกำเนิดขึ้น ถึงเวลานั้นฐานะของจวิ้นจู่ย่อมกระอักกระอ่วน”
“คำโบราณกล่าวไว้ว่า มีแม่เลี้ยงก็ย่อมมีพ่อเลี้ยง ลมที่พัดผ่านหมอนนั้นทรงอิทธิพลมิอาจดูแคลน ยิ่งเมื่อมีลูกคนอื่นทยอยถือกำเนิดขึ้น ความโปรดปรานที่ไท่จื่อมีต่อจวิ้นจู่ย่อมลดน้อยลงเป็นแน่”
“ถึงยามนั้น จวิ้นจู่ไร้มารดาคอยช่วยเหลืออบรม ทั้งยังสูญเสียความโปรดปรานจากไท่จื่อ ชีวิตในมือของพระมารดาโดยชอบธรรมย่อมยากลำบากยิ่งกว่าเดิม หากพระมารดาโดยชอบธรรมมีจิตใจเมตตาก็นับว่าดี แต่หากพบคนใจเหี้ยม วางแผนกับเรื่องสมรสของจวิ้นจู่ ส่งนางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ หรือจับนางแต่งกับบุรุษที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีความประพฤติเลวทราม ชีวิตทั้งชีวิตของจวิ้นจู่ก็เป็นอันพังพินาศ ท่านน้าหนิงจะทนเห็นเช่นนั้นได้จริงหรือ?”
