“ขวางพวกเขาไว้!”
สิ้นเสียงเซียวจิ่วเยวียน ชิงอู๋ จุยอิ่ง และติงซานก็พุ่งเข้าไปพร้อมกัน
หลังจากต่อสู้พัวพันกับคนชุดดำอยู่พักหนึ่ง คนชุดดำที่บาดเจ็บคนหนึ่งก็หนีเตลิดไปอย่างทุลักทุเล
ส่วนคนที่เหลือล้วนตายด้วยน้ำมือเซียวจิ่วเยวียน
เดิมทีเซียวจิ่วเยวียนตั้งใจจะไว้ชีวิตสักคนเพื่อเค้นถาม ทว่าอีกฝ่ายกลับมุ่งมั่นแสวงหาความตาย เขาจึงสนองความปรารถนาให้อีกฝ่ายเสีย
เมื่อมองซากศพเกลื่อนพื้น สีหน้าเซียวจิ่วเยวียนก็มืดครึ้มเสียจนแทบหยดน้ำออกมาได้
เวลานั้นจิ่วจิ่วพลันก้าวเข้ามา นางปีนขึ้นไปบนบ่าของเซียวจิ่วเยวียนอย่างว่องไวราวกับลิง แล้วนั่งขี่คอเขา
“ลง...” เซียวจิ่วเยวียนเพิ่งเอ่ยปาก ก็ถูกตบศีรษะดังเพียะ
เซียวจิ่วเยวียนถูกฝ่ามือนี้ตบจนมึนงงไปหมด
“ข้าสั่งสอนเจ้าไปกี่ครั้งแล้ว? บอกให้ทำอะไรคิดถึงผลที่จะตามมาด้วย เจ้าเอาคำพูดของข้าไปทิ้งไว้ข้างหูหมดแล้วหรือ?”
จิ่วจิ่วถลึงตามองเซียวจิ่วเยวียน ก่อนจะกล่าวตำหนิเขาต่อ “บอกให้ไว้ชีวิตคนไว้ชีวิตคน เจ้ายังดึงคอคนจนขาดเสียได้ ชาติที่แล้วเจ้าเป็นโจวเฮยยา หรือเจวี๋ยเว่ยกันแน่ ถึงได้หลงใหลลำคอนัก? ให้ข้าต้มเครื่องพะโล้สักหม้อ แล้วเอาคอคนลงไปตุ๋นให้เจ้ากินจนอิ่มดีหรือไม่?”
ไท่จื่อผู้สูงศักดิ์อย่างเซียวจิ่วเยวียนถูกจิ่วจิ่วตำหนิจนหงอราวกับหลานชาย
เจียงเผยจวินกับเจ้าก้อนแป้งอ้วนที่อยู่ข้าง ๆ เห็นแล้วตาค้าง
เจ้าก้อนแป้งอ้วนดวงตาเป็นประกายยิ่งกว่าเดิม เขากระซิบเจียงเผยจวินอย่างกระตือรือร้นว่า “สมกับเป็นอาจารย์น้อยของข้า ช่างองอาจนัก! กลับไปข้าจะสั่งสอนท่านพ่อที่ไม่ได้เรื่องของข้าให้ดี ให้เขารู้ว่าข้าเก่งกาจเพียงใด”
สีหน้าเจียงเผยจวินพลันซับซ้อนจนยากบรรยาย “ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าทำเช่นนั้นจะดีกว่า”
