ฝูเป่าโกรธจนใบหน้าซีดเขียว ทว่ายังฝืนยิ้มพลางอธิบายว่า “เป็นความผิดของข้าเอง ในเมื่อคนเหล่านี้เป็นของขวัญที่จวิ้นจู่หย่งอานเตรียมไว้ให้ข้า เช่นนั้นขอให้ข้าจัดการพวกเขาได้หรือไม่”
ปากนางถามความเห็นของจิ่วจิ่ว แต่แท้จริงกลับไม่สนใจคำตอบของจิ่วจิ่วแม้แต่น้อย สั่งให้คนพาชายหนุ่มรูปงามเหล่านั้นออกไปทันที
สิ่งที่นางเอ่ยคือ “ขอบคุณจวิ้นจู่หย่งอานที่อุตส่าห์เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้ข้า ข้าจะจดจำไว้ในใจ”
“ไม่ต้องจดจำไว้ในใจหรอก แค่จ่ายค่าเหนื่อยให้พี่ชายรูปงามเหล่านี้ก็พอ” จิ่วจิ่วยิ้มจนหางตาโค้ง มือหงายขึ้นพลางกล่าวว่า “ขอบคุณที่อุดหนุน เงินหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน”
“หนึ่งหมื่นตำลึง?” ฝูเป่าถามอย่างประหลาดใจ
เหล่าสตรีที่อยู่ในงานต่างสูดลมหายใจเฮือก
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังฝูเป่า
ฝูเป่ากัดฟันกล่าวว่า “ได้ คนมา ไปที่ห้องบัญชีแล้วนำตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงมามอบให้จวิ้นจู่หย่งอาน”
“ยามนี้จวิ้นจู่วางใจนั่งร่วมงานชมบุปผาได้หรือยัง”
จิ่วจิ่วยิ้มพลางโบกมือ “เจ้าให้คนนำตั๋วเงินไปส่งที่ตำหนักบูรพาทีหลังก็พอ หากไม่ส่งไปก็ไม่เป็นไร ข้าให้เสี่ยวเยวียนจื่อไปทวงจากใต้เท้าลั่วด้วยตนเองก็ได้”
กล่าวจบ นางก็ไม่สนใจสายตาของฝูเป่าที่ราวกับอยากกลืนกินนาง เอ่ยว่า “พวกเจ้าทำธุระกันต่อ ไม่ต้องสนใจข้า ของขวัญของข้ามาถึงแล้ว ต่อจากนี้ยังมีเรื่องอื่นต้องจัดการ”
ขมับของฝูเป่าเต้นตุบ ๆ ลางสังหรณ์ไม่ดีก่อตัวขึ้นในใจ
นางคิดจะก่อเรื่องอันใดอีก
ทันใดนั้น นางก็ได้ยินจิ่วจิ่วโบกมือไปทางหนึ่งพลางร้องเรียกเสียงดังว่า “ทางนี้ ข้าอยู่ทางนี้”
ฝูเป่ามองไปตามทิศทางที่จิ่วจิ่วโบกมือ
ก็เห็นเงาร่างคุ้นตาสองร่างเดินเข้ามา
