วันรุ่งขึ้น จิ่วจิ่วนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่ม ข้างกายมีสาวใช้ล้อมอยู่สี่ห้าคน
คนหนึ่งป้อนผลไม้ที่ปอกเปลือกเรียบร้อยให้นาง
อีกคนป้อนขนมรสหวานหอมแสนอร่อย
ยังมีคนคอยป้อนชาให้นางด้วย
อีกคนรับหน้าที่เช็ดเศษขนมที่ติดอยู่ตรงมุมปากให้นาง
ยังมีคนช่วยนวดไหล่ทุบขาให้ด้วย
นางยิ้มจนดวงตาโค้งหยี เอนศีรษะหนุนตักสาวใช้ สีหน้าเปี่ยมสุขอย่างยิ่ง
ยามนั้น พ่อบ้านชราถือเทียบเชิญฉบับหนึ่งเดินเข้ามา
“โอ้ จวิ้นจู่น้อยกำลังพักผ่อนอยู่หรือ!” พ่อบ้านชรากล่าวด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา
จิ่วจิ่วลืมตาขึ้น โบกมือทักทายพ่อบ้านชรา “ท่านปู่พ่อบ้าน ท่านมาได้อย่างไร ของที่ถืออยู่คืออะไรหรือ?”
พ่อบ้านชรายื่นเทียบเชิญในมือให้จิ่วจิ่วพลางกล่าว “นี่เป็นเทียบเชิญที่คนจากตระกูลลั่วนำมาส่ง ตระกูลลั่วมีเซี่ยนจู่เกิดขึ้นคนหนึ่ง คาดว่าคงอยากโอ้อวด จึงอ้างว่าจะจัดงานชมบุปผาขึ้น เทียบเชิญงานเลี้ยงฉบับนี้ส่งมาถึงตำหนักบูรพาตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว”
จิ่วจิ่วเปิดเทียบเชิญดู บนนั้นเขียนอักษรสี่คำว่า ‘จวิ้นจู่หย่งอาน’
เชิญนางหรือ?
เช่นนั้นนางก็ไม่เกรงใจแล้ว
จิ่วจิ่วจ้องเทียบเชิญในมือ ยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอกตัวน้อย
งานชมบุปผาจะจัดขึ้นในอีกสองวัน
สองวันนี้จิ่วจิ่วถูกเซียวจิ่วเยวียนกักตัวไว้ในตำหนักบูรพา ไม่อนุญาตให้ออกไปไหน
เพื่อจับตาดูจิ่วจิ่ว สองวันนี้เซียวจิ่วเยวียนก็ไม่ได้ออกจากตำหนักบูรพาเช่นกัน
เห็นได้ว่าความตั้งใจของเขาหนักแน่นเพียงใด
ในที่สุดก็ผ่านพ้นสองวันนี้ไปได้
วันจัดงานชมบุปผา จิ่วจิ่วออกจากจวนตั้งแต่เช้าตรู่
ใกล้เที่ยง รถม้าของนางจึงมาถึงหน้าประตูตระกูลลั่ว
“จวิ้นจู่หย่งอานมาถึงแล้ว” ผู้ดูแลที่คอยต้อนรับอยู่หน้าประตูเห็นจิ่วจิ่วแล้ว รูม่านตาพลันหดแคบ
