“...หยั่งเชิงไท่จื่อ”
เฉียวอวี้ซูยังคิดจะอาศัยพิษของไท่จื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองมากขึ้น
พลันรู้สึกถึงลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน
ต่อมา ลูกกลอนหอมในมือของนางก็หายไป
“จวิ้นจู่น้อย ได้มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชิงอู๋ยื่นลูกกลอนหอมในมือไปให้จิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่วโบกมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ “ส่งให้สิงโตเฒ่าไป อย่าเอาของสกปรกเหม็นเน่ามาวางตรงหน้าราชันผู้นี้”
“น่าขยะแขยง!”
จิ่วจิ่วด่าจบก็กลอกตาใส่อีกฝ่าย
ชิงอู๋กล่าวว่า “เป็นความผิดของบ่าวเอง บ่าวจะนำลูกกลอนหอมนี้ไปส่งให้สิงโตเฒ่าเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ยื่นมือไปลูบศีรษะจิ่วจิ่วสองที “พอใจแล้วหรือยัง?”
“ก็พอถูไถ” จิ่วจิ่วปากบอกว่าพอถูไถ ทว่ารอยยิ้มกลับกว้างจนหุบไม่ลง
“เจ้าตัวน้อยปากไม่ตรงกับใจ” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้หัวเราะเบา ๆ
พระองค์ประทับอยู่บนบัลลังก์มานานหลายปีแล้ว มีคนและเรื่องราวใดบ้างที่ไม่เคยพบเจอ?
ความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของจิ่วจิ่วจะหลบพ้นพระเนตรไปได้อย่างไร?
เพียงแต่พระองค์เต็มใจตามใจนาง และยอมเล่นละครเป็นเพื่อนนางเท่านั้น
จิ่วจิ่วส่งเสียงฮึอย่างหยิ่งยโส “ราชันผู้นี้เรียกว่าสติปัญญาเฉียบแหลมต่างหาก”
“ใช่แล้ว หย่งอานของเจิ้นฉลาดหลักแหลมที่สุด” จักรพรรดิจิ้นยวนตี้แย้มสรวลอย่างตามใจ
จิ่วจิ่วยกคิ้ว “แน่นอนอยู่แล้ว”
“เจ้าคือมารดาผู้ให้กำเนิดหย่งอาน รองเจ้าสำนักโถงเทียนจี ไป๋เสี่ยวหนิงใช่หรือไม่?”
สายพระเนตรของจักรพรรดิจิ้นยวนตี้พลันทอดไปยังไป๋เสี่ยวหนิง ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างมาตั้งแต่เข้ามาเมื่อครู่ ไม่เคยเอ่ยวาจาแม้แต่คำเดียว ราวกับเป็นเพียงฉากหลัง
ไป๋เสี่ยวหนิงถูกจักรพรรดิจิ้นยวนตี้เอ่ยชื่อขึ้นมากะทันหัน ทว่ากลับไม่รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย
