จิ่วจิ่วกำลังจ้องเฉินอวิ๋นฝานอย่างเคลิบเคลิ้ม ก็ได้ยินเสียงบัณฑิตหลายคนจากโต๊ะข้าง ๆ กำลังถกเถียงกัน
“เฮ้อ พวกเจ้ารู้หรือไม่? การสอบคัดเลือกเข้าสำนักไท่ชูในครานี้แตกต่างจากปีก่อน ๆ” บัณฑิตคนหนึ่งกล่าว
บัณฑิตอีกคนเอ่ยถามขึ้นทันที “แตกต่างอย่างไรหรือ พี่หลี่มีข่าววงในอะไรหรือไม่?”
บัณฑิตผู้นั้นกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ข้าน้อยมีญาติห่าง ๆ ผู้หนึ่งที่พี่เขยของน้องสะใภ้ภรรยาบุตรชายของท่านลุงกำลังทำงานอยู่ในสำนักไท่ชู ได้ยินมาว่าการทดสอบในปีนี้ยากยิ่งนัก ผู้เข้าสอบถึงขั้นอาจต้องสังเวยชีวิต”
“หา? เหตุใดจึงร้ายแรงถึงเพียงนี้ ทางการไม่ดูแลกันเลยหรือ? พวกข้าก็เพียงอยากไปศึกษาหาความรู้ที่สำนักไท่ชู มิได้อยากเอาชีวิตไปทิ้งเสียหน่อย” บัณฑิตคนหนึ่งกล่าวด้วยความตกตะลึง
บัณฑิตผู้นั้นเหลือบมองบัณฑิตที่พูดอย่างดูแคลน “จิตใจขลาดเขลาเช่นนี้ ยังคิดจะเข้าสำนักไท่ชูอีกหรือ? หึ ช่างน่าขันยิ่งนัก ไม่รู้หรือว่าอันตรายกับโอกาสมักมาคู่กัน? สู้ยอมแพ้เสียแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า”
“พี่หลี่กล่าวถูกต้อง หากมีคนขี้ขลาดเช่นเจ้าเพิ่มขึ้นอีกสักหลายคน โอกาสที่พวกข้าจะผ่านการทดสอบก็ย่อมสูงขึ้นมาก” บัณฑิตอีกคนเอ่ยคล้อยตาม
มีคนถามพี่หลี่อย่างลึกลับ “พี่หลี่ ข้าได้ยินมาว่าปีนี้มีองค์ชายจากต่างแคว้นมาร่วมการทดสอบของสำนักไท่ชูด้วย เป็นความจริงหรือไม่?”
พี่หลี่กล่าว “แล้วอย่างไรเล่า? พวกคนเถื่อนจากแว่นแคว้นเล็ก ๆ มามหาอาณาจักรฉีของพวกเราเพื่อสัมผัสบารมีโอรสสวรรค์ สุดท้ายก็ทำได้เพียงกลับไปอย่างหมดท่า มีอะไรให้ต้องกลัว?”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายรองแห่งแคว้นเชียงเลี้ยงช้างยักษ์ไว้ตัวหนึ่ง ขาของมันข้างหนึ่งใหญ่เท่าเสา ร่างกายก็ใหญ่ราวกับภูเขาลูกย่อม ๆ ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง อีกทั้งองค์ชายรองแห่งแคว้นเชียงยังมีนิสัยแปลกประหลาด หากพวกเราเผลอล่วงเกินเขาเข้า จะไม่เอาชีวิตไปทิ้งหรือ?” บัณฑิตคนหนึ่งกล่าวอย่างกังวล
