พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วยาม
ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงเริ่มคล้อยต่ำลง แสงอาทิตย์ที่เคยสาดส่องดอกบัวทองแห่งคุณความดีก็เลือนหายไป ทำให้ดอกบัวทองดูน่าตื่นตะลึงน้อยลงหลายส่วน
ตลอด 2 ชั่วยามนี้ ทุกคนคิดหาวิธีสารพัด
บางคนหาไม้ไผ่ยาวมา แล้วผูกมีดเล่มเล็กไว้ที่ปลายไม้ไผ่ หวังจะใช้ตัดดอกบัวทองจากระยะไกล
ทว่าระยะห่างไกลเกินไป เอื้อมไม่ถึงอยู่ดี
บางคนคิดจะขึงเชือกจากยอดศาลาทั้งสองฝั่งของสระ แล้วไต่ไปตามเชือกเพื่อเด็ดดอกบัวทอง
แต่ยังไปไม่ถึงหนึ่งในสาม ก็หมดแรงร่วงลงไปในสระ เกือบถูกปลิงในน้ำดูดเลือดจนหมดตัว
มีคนลองใช้สารพัดวิธี
แต่ไม่มีใครเด็ดดอกบัวทองลงมาได้สำเร็จ
ทุกคนเริ่มถอดใจ
ต่างคิดว่าสิ่งที่ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินมอบหมายให้เป็นภารกิจที่ไม่มีทางทำสำเร็จ
เจ้าก้อนแป้งอ้วนก็คิดเช่นนั้น
“จวิ้นจู่น้อย ท่านฉลาดถึงเพียงนี้ ทราบหรือไม่ว่ามีวิธีใดเด็ดดอกบัวทองนั่นลงมาได้บ้าง?” เจ้าก้อนแป้งอ้วนไปหาจิ่วจิ่ว ร้อนใจจนแทบน้ำตาไหล
จิ่วจิ่วเพิ่งตื่นจากงีบ พอได้ยินเจ้าก้อนแป้งอ้วนถาม ก็เอ่ยตอบตามปากว่า “ข้ารู้สิ วิธีมีตั้งมากมาย”
เจ้าก้อนแป้งอ้วนชะงักไป ก่อนจะกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี “ข้ารู้อยู่แล้วว่าจวิ้นจู่น้อยต้องมีวิธี จวิ้นจู่น้อยฉลาดถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีวิธี ฮ่า ๆๆ ข้าทายถูกแล้ว!”
กระโดดโลดเต้นอยู่สองที เจ้าก้อนแป้งอ้วนก็รีบเอามือปิดปากแล้วถามเสียงเบา “จวิ้นจู่น้อย ท่านมีวิธีใดหรือ?”
จิ่วจิ่วนั่งขึ้น บิดขี้เกียจแล้วถามเจ้าก้อนแป้งอ้วน “เจ้าถึงกับอยากให้ตาเฒ่านั่นทำนายชะตาให้เพียงนั้นเชียวหรือ? ก็แค่ทำนายชะตา มิใช่เปลี่ยนชะตาฝืนสวรรค์ให้เจ้าเสียหน่อย จะทำนายหรือไม่ทำนายแล้วต่างกันอย่างไร? เจ้าก็ยังเป็นเจ้าอยู่ดี”
