สิ้นเสียงองค์ชายสี่ เงาร่างหลายสายก็เดินเข้ามา
ในจำนวนนั้นมีขุนนางขั้นสามขึ้นไปและเชื้อพระวงศ์หลายคน
“ไท่จื่อกล้านำกำลังทหารบุกพระตำหนักหยางซินโดยพลการ หวังปลงพระชนม์ฝ่าบาท โทษนี้ไม่อาจให้อภัยได้!”
คนกลุ่มนั้นเพิ่งก้าวเข้ามาก็เริ่มป้ายสีเซียวจิ่วเยวียนทันที
เชื้อพระวงศ์คนหนึ่งตวาดใส่เซียวจิ่วเยวียนด้วยความโกรธ “คิดปลงพระชนม์ฝ่าบาท มีโทษประหาร! ไท่จื่อ ยังไม่วางอาวุธแล้วยอมจำนนอีกหรือ!”
“เพียะ!”
คำตอบที่ได้รับคือเซียวจิ่วเยวียนสะบัดฝ่ามือตบจากกลางอากาศ
“หนวกหู” เซียวจิ่วเยวียนตวัดสายตาเย็นชาใส่ คนที่เหลือต่างตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว
องค์ชายสี่จ้องคนที่ถอยไปด้วยใบหน้ามืดครึ้ม พลางก่นด่าในใจว่าพวกนั้นไร้ประโยชน์สิ้นดี
แต่ปากกลับกล่าวว่า “ไท่จื่อเสด็จพี่คิดปลงพระชนม์เสด็จพ่อ มีทั้งพยานและหลักฐานครบถ้วน ยังมีสิ่งใดอยากกล่าวอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“หึ” เซียวจิ่วเยวียนหัวเราะเยาะ แววตาและคิ้วเต็มไปด้วยความดูแคลน
สายตาเย็นเยียบของเขากวาดผ่านผู้คนที่ยืนอยู่ข้างองค์ชายสี่ “อาศัยคนพวกนี้หรือ?”
คนที่ถูกดูแคลนต่างมีสีหน้าไม่น่ามอง
คนหนึ่งกัดฟันก้าวออกมา หยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นกล่าวว่า “ไท่จื่อตั้งใจคิดก่อกบฏ ทั้งยังพยายามเกลี้ยกล่อมขุนนางผู้นี้แต่ไม่สำเร็จ นี่คือจดหมายลับที่ไท่จื่อเขียนถึงขุนนางผู้นี้ มีตราประทับของไท่จื่อเป็นหลักฐาน!”
องค์ชายสี่รับจดหมายมาเมื่อได้ยินดังนั้น ก่อนเอ่ยเสียงดังอย่างลำพองใจว่า “นี่แหละหลักฐาน! หากไท่จื่อเสด็จพี่ไม่อยากให้ข้าเปิดเผยจดหมายฉบับนี้ต่อใต้หล้า จนถูกผู้คนทั่วหล้าสาปแช่ง ก็จงรีบรับผิดและรับโทษเสียแต่โดยดี”
