เจียงเจวี๋ยเงียบงัน
เสนาบดีหวังกับองค์ชายสี่เบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“เจ้า...เจ้าคือองค์ชายรองแห่งแคว้นเชียงหรือ?” องค์ชายสี่อ้าปากค้าง
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจียงเจวี๋ยไม่ยอมรับก็ไม่ได้
เห็นเจียงเจวี๋ยยกยิ้มบาง ๆ ให้แก่องค์ชายสี่และเสนาบดีหวัง “ถูกต้อง ข้าคือองค์ชายรองแห่งแคว้นเชียง”
“เจ้าปิดบังพวกเรามาตลอด! หากนางไม่เปิดโปง เจ้ายังคิดจะปิดบังพวกเราไปอีกนานเพียงใด?” เสนาบดีหวังตวาดถามเจียงเจวี๋ยด้วยความโกรธ
เจียงเจวี๋ยกลับกล่าวว่า “ผู้ที่ร่วมมือกับพวกท่านเป็นองค์ชายรองแห่งแคว้นเชียงก็เพียงพอแล้ว ส่วนองค์ชายรองแห่งแคว้นเชียงจะเป็นข้าหรือผู้อื่น ล้วนไม่สำคัญ”
ฟังเผิน ๆ คำพูดของเขาก็ดูมีเหตุผลอยู่บ้าง
องค์ชายสี่กับเสนาบดีหวังต่างเงียบงัน
มิใช่เพราะเห็นด้วยกับคำพูดของเขา แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ซักไซ้ต่อไปก็ไร้ประโยชน์
พวกเขาคงไม่ถึงกับแตกหักกับเขาในยามนี้
“เจียงเจวี๋ยใช่หรือไม่? เจ้าไปกินยาผิดมาหรืออย่างไร ถึงได้ไปคลุกคลีกับเจ้าคนโง่นี่ ไม่กลัวถูกเขาพาพินาศจนไม่เหลือแม้แต่ศพหรือ?”
สิ่งที่จิ่วจิ่วใส่ใจยิ่งกว่าคือเจียงเจวี๋ยจะร่วมมือกับคนก่อกบฏ แต่กลับไม่เลือกนาง
อย่างน้อยนางก็เป็นเจ้าหนี้ของเขา
องค์ชายสี่เพิ่งจะอ้าปาก เจียงเจวี๋ยก็ชิงกล่าวขึ้นก่อน “คนโง่ก็มีข้อดีของคนโง่ จวิ้นจู่หย่งอานไม่ต้องกังวล”
“หึ ๆ” จิ่วจิ่วกลอกตา
จากนั้นนางก็ยุแยงต่อหน้าทุกคน “เห็นหรือยัง เขากำลังใช้ประโยชน์จากเจ้า มีแต่เจ้าที่โง่จนหลงกล เกือบยกสมบัติที่บรรพบุรุษสร้างมาให้เขาไปเสียแล้ว”
“หุบปาก!” องค์ชายสี่ตวาดใส่จิ่วจิ่วอย่างเดือดดาล
