“พวก...พวกเจ้ารู้จักกันหรือ?”
แววตาที่คุณชายใหญ่ตระกูลลั่วมองจิ่วจิ่วเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อครู่เขายังโกรธเกรี้ยวเต็มใบหน้า เอะอะโวยวายให้จิ่วจิ่วชี้แจง ทว่ายามนี้แม้แต่น้ำเสียงก็สั่นระริก
จิ่วจิ่วปีนขึ้นไปนั่งบนตักสือหวยเหยียนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนชี้ไปยังคุณชายใหญ่ตระกูลลั่ว แล้วฟ้องอย่างเปิดเผยไม่ปิดบัง
“ซือหูหู เขารังแกข้า! เขาบอกว่าจะถลกหนังข้า เลาะเอ็นข้า แล้วยังด่าข้าว่าไร้มารยาท ฮือ ๆ ๆ...ข้ากลัวแทบตายแล้ว”
ดวงตาของคุณชายใหญ่ตระกูลลั่วแทบถลนออกมา
ไม่ใช่สิ เขาเคยพูดเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน?
นางดูเหมือนคนตกใจกลัวตรงไหน?
“คนของข้า เจ้ายังกล้ารังแก?” สือหวยเหยียนเหลือบตาขึ้น มองไปยังคุณชายใหญ่ตระกูลลั่ว
คุณชายใหญ่ตระกูลลั่วตกใจจนขาสองข้างสั่นพั่บ ๆ น้ำเสียงก็สั่นเครือ “ข้าไม่ได้...”
“ขอขมา!”
เสียงเย็นเยียบสายหนึ่งตัดบทคุณชายใหญ่ตระกูลลั่ว
จิ่วจิ่วพยักหน้าแรง ๆ “ใช่ ขอขมา!”
ใบหน้าของคุณชายใหญ่ตระกูลลั่วเปลี่ยนจากเขียวเป็นม่วง เขากำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู
“ขอ...”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเสียงเล็กใสเสียงหนึ่งขัดขึ้นมา
“ไม่ฟัง ไม่ฟัง เต่าท่องพระสูตร”
จิ่วจิ่วเอามือปิดหู ส่ายหน้าโยกตัวไปมา
พลางตะโกนใส่คุณชายใหญ่ตระกูลลั่วอย่างวางอำนาจ “ขอขมาแล้วมีประโยชน์ เช่นนั้นจะมีที่ว่าการทำไม?”
เวลานี้คุณชายใหญ่ตระกูลลั่วเองก็เริ่มตระหนักถึงปัญหาแล้ว
เขาลอบพิจารณาจิ่วจิ่วอย่างแนบเนียน แววตาวูบไหว
“จวิ้นจู่หย่งอานต้องการเช่นไร?” คุณชายใหญ่ตระกูลลั่วโยนเรื่องให้จิ่วจิ่วจัดการ
เขาอยากรู้นักว่านางกำลังคิดแผนการอันใดอยู่
หารู้ไม่ว่า จิ่วจิ่วกำลังรอให้เขาพูดประโยคนี้อยู่พอดี
