ข่าวแพร่ไปถึงหูจิ่วจิ่ว แต่นางกลับมิได้โกรธ
กลับเอ่ยกับเซียวจิ่วเยวียนอย่างสนอกสนใจว่า “ดูสิ หางจิ้งจอกโผล่ออกมาแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร?” เซียวจิ่วเยวียนถามนาง
จิ่วจิ่วกลอกตา “เจ้าทึ่มจริงหรือแกล้งทึ่มกันแน่? โรคระบาดนี้มีคนจงใจวางยาพิษ บัดนี้พวกเขากลับโผล่ออกมาบอกว่ารักษาโรคระบาดได้ แทบจะสลักคำว่า ‘ฆาตกรวางยา’ ไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว”
“เจ้าสงสัยว่าคนวางยาก่อโรคระบาดคือ ลั่วหมิงจูกับวั่งเฉินหรือ?” เซียวจิ่วเยวียนถาม
จิ่วจิ่วแก้คำพูดเขา “ตัดคำว่าสงสัยออกไป พวกเขานั่นแหละ”
“เจ้าว่าวั่งเฉินช่วยฝูเป่าไปเพื่อเหตุใด? หรือว่าฝูเป่าจะเป็นบุตรสาวลับ ๆ ของวั่งเฉิน?”
ในดวงตาของจิ่วจิ่วไม่มีความหวาดหวั่นหรือกระวนกระวายแม้แต่น้อยที่ถูกมองว่าเป็นดาวกาลกิณี มีเพียงความใคร่รู้เรื่องชาวบ้านเท่านั้น
เซียวจิ่วเยวียนมิได้ถูกนางชักจูงจนออกนอกเรื่อง เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนวางยาหรือไม่ ขอเพียงคราวนี้รักษาโรคระบาดได้ ชื่อเสียงดาวกาลกิณีของเจ้าก็จะเป็นอันแน่นอน ถึงยามนั้น ต่อให้ข้ากับเสด็จพ่อคิดปกป้องเจ้า ราษฎรแห่งมหาอาณาจักรฉีก็คงไม่อาจยอมรับเจ้าได้”
จิ่วจิ่วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ที่จริงเป็นดาวกาลกิณีก็เท่ดี หากได้ขึ้นครองบัลลังก์ในฐานะดาวกาลกิณี แล้วเหยียบพวกที่ไม่ชอบข้าแต่ก็ทำอะไรข้าไม่ได้ไว้ใต้ฝ่าเท้า ฮิ ๆ… แค่คิดก็สะใจแล้ว”
“ในหัวเล็ก ๆ ของเจ้ามีแต่เรื่องเหลวไหลอันใดกัน? เคยเห็นฮ่องเต้บ้านไหนเป็นดาวกาลกิณีที่สวรรค์ส่งลงมาหรือ?” เซียวจิ่วเยวียนไม่เข้าใจความคิดของจิ่วจิ่ว
ความคิดของนางมักแตกต่างจากคนทั่วไป
