หลังเข้าเฝ้าจักรพรรดิจิ้นยวนตี้เสร็จ จิ่วจิ่วก็เห็นจุยอิ่งเข็นคนผู้หนึ่งตรงมาทางพวกนาง
เมื่อเห็นจิ่วจิ่วยืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัยไร้บาดแผล เซียวจิ่วเยวียนจึงคลายใจที่ตึงเครียดลง
จากนั้นเขาก็เอ่ยเสียงเย็นชา “ใครอนุญาตให้เจ้าเที่ยววิ่งเพ่นพ่าน?”
จิ่วจิ่วกลอกตา “ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง”
“เจ้า...” สีหน้าเซียวจิ่วเยวียนยิ่งมืดครึ้มและไม่น่ามอง กำลังจะตำหนินางที่ไม่รู้จักกฎระเบียบ องค์ชายสี่ก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
แววเคียดแค้นวาบผ่านดวงตาขององค์ชายสี่ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ไท่จื่อเสด็จพี่ช่างเลี้ยงบุตรสาวได้ดีจริง ๆ!”
เซียวจิ่วเยวียนปรายตามองเขา สีหน้าเรียบเฉย “เมื่อเทียบกับพวกไร้สมองที่บ้านเจ้าแล้ว นางดีกว่ามากจริง ๆ”
“หึ เรื่องวันนี้ข้าจดจำไว้แล้ว หวังว่าไท่จื่อเสด็จพี่จะยังหัวเราะเช่นนี้ต่อไปได้” กล่าวจบ องค์ชายสี่ก็สะบัดแขนเสื้อ เตรียมจากไป
เซียวจิ่วเยวียนไม่เก็บคำพูดขององค์ชายสี่มาใส่ใจแม้แต่น้อย
สายตาของเขาหันไปหยุดอยู่ที่จิ่วจิ่ว ก่อนเอ่ยถามด้วยความโกรธ “อายุยังน้อยก็กล้าหนีออกจากบ้าน ใครให้ความกล้าแก่เจ้า?”
“ข้าพอใจ ข้ายินดี” จิ่วจิ่วจงใจยั่วโทสะเขา
ใครใช้ให้เขาทำสีหน้าซักไซ้ทันทีที่มาถึงกันเล่า
นางไม่พอใจ เขาก็อย่าหวังว่าจะมีความสุข
เป็นไปตามคาด เมื่อได้ฟังคำตอบของจิ่วจิ่ว ใบหน้าเซียวจิ่วเยวียนแทบดำคล้ำยิ่งก้นหม้อ
เท่านั้นยังไม่พอ จิ่วจิ่วยังพูดเสียงกระแนะกระแหน “ไม่ไปตามหาแสงจันทร์อันงดงามในความทรงจำของเจ้า แล้วมาหาข้าทำไม? ข้าไม่ตายหรอก อย่างมากก็ถูกคนตัดมือเท้า แล่เนื้อไปลวกกินในหม้อ ยังจะสำคัญเท่าแสงจันทร์อันงดงามในความทรงจำของเจ้าได้อย่างไร!”
