“สิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านั้น แล้วก็พวกนี้ด้วย ห่อให้ข้าทั้งหมด”
“ข้าก็เอาชิ้นนี้ด้วย”
“ขนของทั้งหมดนี้ไปไว้ในคลังส่วนตัวของราชันผู้นี้”
……
จิ่วจิ่วไปยึดทรัพย์ ก็ไม่ต่างจากหนูที่ได้เข้าไปในยุ้งข้าว
นางช่ำชองราวกับปลาได้น้ำ
เซียวจิ่วเยวียนมองนางที่วิ่งวุ่นไปมา แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม
เพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนสั่งคนข้างล่างว่า “ดูแลจวิ้นจู่ให้ดี อย่าให้นางบาดเจ็บ”
ครู่ต่อมา
จิ่วจิ่ววิ่งมาหาเซียวจิ่วเยวียน ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ นางยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
“ชื่นใจ!”
จิ่วจิ่วผ่อนลมหายใจยาว
“เอาอีกถ้วย!”
นางวางถ้วยชาลงตรงหน้าเซียวจิ่วเยวียน เป็นเชิงบอกให้เขารินชาให้นางโดยเร็ว
เซียวจิ่วเยวียนทั้งขบขันทั้งจนใจ ได้แต่รินชาให้นางอย่างจำยอม
ยังไม่ลืมกำชับว่า “ค่อย ๆ ดื่ม ระวังสำลัก”
“ข้าไม่ใช่คนโง่ ดื่มน้ำยังจะสำลักได้อย่างไร… แค่ก ๆ ๆ…” จิ่วจิ่วยังพูดไม่ทันจบก็สำลักเสียแล้ว
เซียวจิ่วเยวียนวางกาน้ำชาลงโดยพลัน ก่อนตบหลังนางเบา ๆ ให้หายสำลัก
ผ่านไปพักใหญ่ จิ่วจิ่วจึงกลับมาเป็นปกติ
นางเอียงศีรษะพลางพินิจเซียวจิ่วเยวียนอย่างคลางแคลง แล้วถามว่า “เสี่ยวเยวียนจื่อ เจ้ามีวิชาปากอีกามาตั้งแต่เมื่อใด?”
นี่มิใช่วิชาลับเฉพาะของนางหรอกหรือ? เขาไปเรียนรู้มาตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เซียวจิ่วเยวียนยื่นมือไปเคาะหน้าผากนางเบา ๆ ก่อนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าดื่มชาไม่ระวังเอง สำลักแล้วยังมาโทษว่าข้าปากอีกาอีกหรือ? เจ้านี่ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”
“จะมีเหตุผลไปไย? กำปั้นของราชันผู้นี้ก็คือเหตุผล” จิ่วจิ่วฮึดฮัดสองครั้ง พลางชูกำปั้นเล็ก ๆ ใส่เซียวจิ่วเยวียน
