“พอได้แล้ว! หากเจ้ายังไม่ยอมเลิกรา ก็อย่าหาว่าข้าจับเจ้าไปกักบริเวณ”
เซียวจิ่วเยวียนเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
จิ่วจิ่วแค่นเสียง “ใครสนเจ้ากัน”
“พี่สาวลวี่เหลียน ไปกับข้าเถิด พวกเราไม่ต้องไปใส่ใจคนบางคนที่เห็นชายดีกว่าหญิง ทั้งยังหื่นกามนัก”
กล่าวจบ จิ่วจิ่วก็จูงมือลวี่เหลียนเดินออกไป
ก่อนจากไปยังไม่ลืมหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เซียวจิ่วเยวียน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ลวี่เหลียนก็รั้งจิ่วจิ่วไว้ น้ำตาไหลพรากพลางเอ่ยว่า “จวิ้นจู่มีใจปกป้องบ่าว บ่าวซาบซึ้งยิ่งนัก แต่บ่าวไม่อยากให้จวิ้นจู่กับองค์ชายเกิดรอยร้าวเพราะเรื่องของบ่าว”
“บ่าวถูกกลั่นแกล้งบ้างก็ไม่เป็นไร แต่หากกระทบความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่างจวิ้นจู่กับองค์ชาย ต่อให้บ่าวตายหมื่นครั้งก็ยากจะชดใช้ความผิด”
จิ่วจิ่วคล้ายถูกนางเกลี้ยกล่อม จึงมองลวี่เหลียนอย่างลังเล “แต่จะไม่ทำให้เจ้าต้องรับความอยุติธรรมเกินไปหรือ”
ลวี่เหลียนกล่าวทั้งขอบตาคลอหน่วย “บ่าวไม่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบเจ้าค่ะ”
แม้ปากจะบอกว่าไม่รู้สึกเช่นนั้น แต่น้ำตากลับไหลรินไม่ขาดสาย
จิ่วจิ่วถลึงตามองเซียวจิ่วเยวียนกับเฉียวอวี้ซูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าลำพองใจ ก่อนทิ้งท้ายว่า “พวกท่านน่าชังนัก” แล้วหันหลังวิ่งจากไป
ครู่ต่อมา จิ่วจิ่วกำลังวาดภาพอยู่ในห้องด้วยอารมณ์เบิกบาน
เซียวจิ่วเยวียนผลักประตูเข้ามา
“โอ้ นี่มิใช่ตัวแสบชอบเล่นละครของพวกเราหรอกหรือ ไม่แสดงละครแล้ว เปลี่ยนมาวาดภาพแทนหรือ”
ทันทีที่มาถึง เซียวจิ่วเยวียนก็เริ่มหยอกล้อจิ่วจิ่ว
จิ่วจิ่วไม่ยอมให้เขาเยาะเย้ยอยู่ฝ่ายเดียว จึงโต้กลับว่า “ยังกล้ามาว่าข้าอีก เจ้าก็แสดงได้เข้าถึงบทบาทไม่น้อยไปกว่ากัน”
