หว่างคิ้วคล้ำมัว เคราะห์ร้ายกำลังมาเยือนหรือ?
เซียวจิ่วเยวียนมองจิ่วจิ่วอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย “เจ้าดูดวงเป็นด้วยหรือ?”
จิ่วจิ่วยกคิ้ว สีหน้าเปี่ยมความภาคภูมิใจ “แน่นอน ข้าทำได้ตั้งหลายอย่าง เด็กน้อยอัจฉริยะผู้เปี่ยมความสามารถรอบด้านก็หมายถึงข้านี่แหละ”
“อัจฉริยะหรือ? อัจฉริยะที่ท่องบทความสักบทก็ยังจำไม่ได้เนี่ยนะ?” คำพูดของเซียวจิ่วเยวียนราวกับคมดาบ แทงเข้าจุดเจ็บของจิ่วจิ่วอย่างจัง
จิ่วจิ่วกุมอก ทำท่าราวกับกระอักโลหิต “เจ้าหมาเซียว ข้า...ข้าจะเป็นศัตรูกับเจ้าไปจนวันตาย!”
เซียวจิ่วเยวียนยกมือ ทำท่าจะตีอีกฝ่าย
จิ่วจิ่วรีบถอยหลัง ตั้งท่าป้องกัน “เจ้ากล้าแตะต้องข้าแม้แต่นิดเดียว ข้าจะหิ้วเจ้าไปโยนลงส้วมหลุม เชื่อหรือไม่?”
มุมปากเซียวจิ่วเยวียนกระตุกสองครั้ง
“ตำหนักบูรพาไม่มีส้วมหลุม”
จิ่วจิ่วแค่นเสียง “ข้าจะโยนเจ้าไปในกองมูลของเสี่ยวไป๋ ให้เจ้ากลายเป็นไท่จื่อขี้เหม็น”
เซียวจิ่วเยวียนเบ้ปากอย่างรังเกียจ “เจ้าช่างสกปรกนัก”
“ฮึ! หากเจ้ายังรังแกข้าอีก ข้าจะรอให้เจ้าหลับแล้วเอาขี้ของเสี่ยวไป๋ไปโยนไว้บนเตียง ให้เจ้าว่ายเล่นอยู่ในทะเลขี้!” จิ่วจิ่วข่มขู่เขา
เซียวจิ่วเยวียนยิ่งรังเกียจเข้าไปใหญ่
เพียงนึกถึงภาพนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นแล้ว
“เปลี่ยนเรื่องเถิด น่าขยะแขยงเกินไปแล้ว” เซียวจิ่วเยวียนขมวดคิ้วจนแทบหนีบแมลงวันตายได้
จิ่วจิ่วยกสองนิ้วขึ้นทำท่าชัยชนะ
เซียวจิ่วเยวียนทนอยู่กับนางต่อไปไม่ไหว
ปากเต็มไปด้วยเรื่องขี้เยี่ยว น่ารังเกียจยิ่งนัก
วันรุ่งขึ้น จิ่วจิ่วไปเรียนที่สำนักศึกษาเช่นเคย
ยามพักกลางวัน จู่ ๆ ก็มีคนหลายคนพุ่งเข้ามาล้อมนางไว้
“อย่าให้นางหนีไปได้” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น
