“หา?” ชายหนุ่มชะงัก “แต่เมื่อครู่เจ้าไม่ได้พูดว่า...”
จิ่วจิ่วตัดบทเขา “เมื่อครู่ก็ส่วนเมื่อครู่ ยามนี้ก็ส่วนยามนี้ เจ้าเคยได้ยินคำโบราณหรือไม่ ยิ่งสถานที่อันตราย ก็ยิ่งปลอดภัย”
“องค์ชายสี่ไม่มีทางคิดว่าเจ้าจะกล้าถึงเพียงนี้ กล้าหลอกแม้กระทั่งเขา เจ้าก็บอกไปว่ามีคนยอมจ่ายเงินมากกว่า เลยซื้อตัวข้าไปแล้ว ถามเขาว่าจะเพิ่มเงินซื้อข้ากลับไปหรือไม่ หากเขาไม่เอา เจ้าก็จะขายข้าให้คนอื่น”
ชายหนุ่มถามอย่างลังเล “ทำเช่นนี้จะได้ผลจริงหรือ?”
จิ่วจิ่วปรายตามองเขา น้ำเสียงเจือแววดูแคลนอยู่หลายส่วน “มั่งมีด้วยการเสี่ยงภัย เข้าใจหรือไม่? เจ้าไม่ยอมเสี่ยง แล้วชีวิตสุขสบายจะมาจากที่ใด?”
“อีกอย่าง สำหรับเชื้อพระวงศ์แล้ว สิ่งที่ไร้ค่าที่สุดก็คือเงิน เขาจ่ายเงินให้เจ้ามาฆ่าข้าอยู่ก่อนแล้ว ยามนี้กลับมีคนโผล่มาตัดหน้าแย่งข้าไป เขาจะไม่ร้อนใจหรือ?”
“ถึงยามนั้น เจ้าก็บอกว่า หากเจ้าไม่ออกไปภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ก็จะมีคนเอาข่าวที่เขาสั่งให้เจ้าฆ่าข้าไปบอกตำหนักบูรพา เขาต้องกลัวแน่ ไม่ว่าเจ้าจะเรียกเงินเท่าใด เขาก็ยอมจ่ายให้เจ้า”
ชายหนุ่มพยักหน้า รู้สึกว่าคำพูดของจิ่วจิ่วมีเหตุผลยิ่งนัก
เขาถามจิ่วจิ่วอีกว่า “แล้วเจ้าคิดว่าข้าควรเรียกเงินเท่าใดจึงจะเหมาะ?”
“หนึ่งแสนตำลึง” จิ่วจิ่วตอบโดยไม่ต้องคิด
ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ลูกตาแทบถลนออกมา
“หนึ่ง...หนึ่งแสนตำลึงเงินหรือ?”
จิ่วจิ่วพยักหน้า “แม้จะน้อยไปสักหน่อย แต่ก็ช่วยไม่ได้ ที่จริงข้าอยากได้ทองมากกว่า ทว่าทองหนึ่งแสนตำลึง เจ้าแบกไปคนเดียวไม่ไหวหรอก ใช้ตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงจะสะดวกกว่า”
