ยามเที่ยง แสงตะวันกำลังงาม จิ่วจิ่วนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่ม
มีสาวใช้คอยป้อนผลไม้และนวดไหล่ให้นาง
เบื้องหน้ามีนางรำกำลังร่ายรำ นักขับร้องบรรเลงเพลง
นางนอนอยู่บนตั่งอย่างสำราญใจ
ในยามนั้นเอง บ่าวคนหนึ่งจากตำหนักบูรพาก็เร่งรุดเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน
“จวิ้นจู่น้อย เกิดเรื่องกับองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!”
ไม่นานนัก จิ่วจิ่วก็ทำหน้าขรึมตามบ่าวจากตำหนักบูรพาที่มีสีหน้าร้อนรนออกจากจวนองค์หญิง
ระหว่างทาง จิ่วจิ่วพลันเปิดม่านรถม้า มองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
“นี่ไม่ใช่ทางกลับตำหนักบูรพา” จิ่วจิ่วเอ่ยถามขึ้นกะทันหัน
บ่าวคนนั้นตอบว่า “จวิ้นจู่น้อยคงยังไม่ทราบ องค์ชายประสบเหตุอยู่นอกเมือง บัดนี้ทรงหมดสติ ไม่รู้ว่ายังมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่”
“พ่อบ้านให้ข้าน้อยมารับจวิ้นจู่น้อยกลับไป บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะสั่งการ”
จิ่วจิ่วเหลือบมองบ่าวที่ขับรถม้า ส่งเสียงอ้อคำหนึ่ง แล้วกลับไปนั่งด้านใน
ราวครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าก็หยุดลง
จิ่วจิ่วได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากนอกรถ
“ส่งคนมาให้แล้ว เงินเล่า?”
“เอาของไป แล้วไสหัวไป!”
จิ่วจิ่วเปิดม่านรถม้าแล้วเดินออกมา
ก็เห็นบ่าวคนนั้นถือปึกตั๋วเงินอยู่ในมือ ขณะที่ลำคอถูกปาดจนสิ้นใจ
“ข้าควรหลบไปก่อนหรือไม่?” จิ่วจิ่วถามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบถึงสี่สิบปี ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง
เมื่อจิ่วจิ่วบังเอิญเห็นเขาฆ่าคน เขาก็นิ่งอึ้งไปก่อน
จากนั้นจึงหรี่ตามองจิ่วจิ่วแล้วถามว่า “เจ้าไม่กลัวหรือ?”
หากเป็นเด็กสี่ขวบคนอื่น ถูกจับตัวออกนอกเมืองแล้วยังมาเห็นฉากฆ่าคนโหดเหี้ยมเช่นนี้ คงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
