ทุกคนหันกลับไปพร้อมกัน
เมื่อเห็นผู้มาเยือนชัดเจน แววตาของทุกคนก็พลันซับซ้อนขึ้นอย่างยิ่ง
“อมิตาภพุทธ อาตมาถวายคำนับฝ่าบาท” ผู้มาเยือนโน้มกายลงเล็กน้อย มิได้คุกเข่าถวายคำนับ
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้พยักพระพักตร์ให้ผู้มาเยือนเช่นกัน “ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินยังคงสง่างามดังเดิม”
ผู้มาเยือนคือพระเถระผู้บรรลุมรรคผลจากวัดพิทักษ์แคว้น ท่านพระอาจารย์วั่งเฉิน
ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินประนมมือ สวดพระนามพระพุทธเจ้าหนึ่งครั้ง ก่อนกล่าวว่า “เมื่อคืนอาตมาดูดาวแล้วทราบว่า วันนี้ในพระราชวังต้องเกิดความปั่นป่วน จึงเร่งเดินทางมาให้เร็วที่สุด โชคดีที่ยังมาทัน”
ได้ยินท่านพระอาจารย์วั่งเฉินกล่าวเช่นนี้ จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ก็ยิ่งสนพระทัย “คำกล่าวของท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“อมิตาภพุทธ!”
ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินสวดพระนามพระพุทธเจ้าหนึ่งครั้ง ก่อนเอ่ยว่า “อาตมาพบว่าดาวจื่อเวยมีทีท่าจะเคลื่อนลงมา เกรงว่าฝ่าบาทจะถูกคนชั่วหลอกลวง จนบั่นทอนรากฐานของมหาอาณาจักรฉี จึงเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อทูลเตือนให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน”
ดาวจื่อเวยหรือ?
จักรพรรดิจิ้นยวนตี้ขมวดพระขนงเล็กน้อย ในพระทัยเริ่มมีคำตอบราง ๆ
แต่ยังตรัสถามท่านพระอาจารย์วั่งเฉินว่า “ดาวจื่อเวยที่ท่านกล่าวถึงคือผู้ใด?”
“อมิตาภพุทธ พระพุทธองค์ตรัสว่า มิอาจกล่าวได้!” ท่านพระอาจารย์วั่งเฉินจงใจทิ้งปริศนา
จากนั้นกล่าวต่อว่า “ความเปลี่ยนแปลงในวังหลวงวันนี้ล้วนเป็นชะตาลิขิต เป็นเคราะห์ของฝ่าบาท และเป็นเคราะห์ของมหาอาณาจักรฉี บัดนี้เคราะห์ครั้งนี้ผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัย ก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่ง”
กล่าวถึงตรงนี้ สายตาของท่านพระอาจารย์วั่งเฉินก็เลื่อนไปยังองค์ชายสี่ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ ก่อนกล่าวว่า “หากฝ่าบาททรงเชื่อใจอาตมา มิสู้ส่งองค์ชายสี่ไปวัดพิทักษ์แคว้น ให้ตั้งใจศึกษาพระธรรมสักระยะ พระพุทธองค์ทรงเมตตา ย่อมขจัดความคิดฟุ้งซ่านในใจองค์ชายสี่ได้จนหมดสิ้น”
