เมื่อกลับถึงตำหนักบูรพา จิ่วจิ่วตั้งใจจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เสี่ยวเยวียนจื่อฟัง
ทว่าไม่รู้ว่าเสี่ยวเยวียนจื่อยุ่งเรื่องใดอยู่ เขาจึงยังไม่กลับมาเสียที
“เฮ้อ สุดท้ายก็ต้องพึ่งตนเอง”
จิ่วจิ่วพึมพำสองสามคำ ก่อนจะไปหาพ่อบ้านชรา ยื่นภาพวาดตราประทับกับลวดลายให้เขา แล้วสั่งให้ส่งคนไปสืบหา
พ่อบ้านชรารับของไปโดยไม่ซักถามสักคำ ก่อนจะไปจัดการทันที
จิ่วจิ่วอดทอดถอนใจไม่ได้ ท่านปู่พ่อบ้านช่างพึ่งพาได้จริง ๆ
ยามอาหารเย็น เซียวจิ่วเยวียนก็ยังไม่กลับมา
จิ่วจิ่วขมวดคิ้วถามพ่อบ้านชรา “ท่านปู่พ่อบ้านมิได้บอกหรือว่าเสี่ยวเยวียนจื่อจะกลับมาในไม่ช้า เหตุใดออกไปนานปานนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก”
พ่อบ้านชราขมวดคิ้วเช่นกัน “ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ก่อนเสด็จออกไป ไท่จื่อทรงกำชับไว้ว่าจะกลับมาในไม่ช้า”
“แล้วเหตุใดเขายังไม่กลับมาอีก”จิ่วจิ่วถาม
พ่อบ้านชราก็ตอบไม่ได้เช่นกัน
จิ่วจิ่วรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ราวกับกำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
ในเวลานั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็เร่งรุดเข้ามาอย่างรีบร้อน
เป็นเซียวจิ่วเยวียน
บุรุษผู้สุขุมเยือกเย็นดุจบ่อน้ำโบราณผู้นี้ ยามนี้หว่างคิ้วกลับเผยความร้อนใจให้เห็นอย่างชัดเจน
ทั่วร่างยังอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดเหม็นเน่า
“ตามข้ามา”เซียวจิ่วเยวียนก้าวเข้ามาอุ้มจิ่วจิ่วขึ้นแล้วออกไปทันที
พ่อบ้านชราไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่เมื่อเห็นสีหน้าของไท่จื่อก็รู้ได้ว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก
สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน ก่อนจะเร่งตามไป
เซียวจิ่วเยวียนพาจิ่วจิ่วไปยังห้องของชิงอู๋ นางก็เห็นชิงอู๋นอนอยู่บนเตียง ใบหน้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากม่วงซีด ราวกับคนตาย
“ชิงอู๋?”รูม่านตาของจิ่วจิ่วหดวูบ นางรีบหันไปถามเซียวจิ่วเยวียน “เหตุใดเขาจึงกลายเป็นเช่นนี้”
