“เสี่ยวเยวียนจื่อ รีบมานี่เร็ว!”
จิ่วจิ่วตะโกนเรียกเซียวจิ่วเยวียนที่อยู่เบื้องหลัง
เซียวจิ่วเยวียนเดินมาหยุดข้างกายจิ่วจิ่ว ครั้นเห็นสีหน้าของเด็กน้อย สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปเช่นกัน
“เสี่ยวเยวียนจื่อ เด็กคนนี้ดูเหมือนจะ...” จิ่วจิ่วยังพูดไม่ทันจบ เซียวจิ่วเยวียนก็ยื่นมือมากดไหล่นางไว้ พร้อมส่งสายตาเป็นเชิงห้ามมิให้นางพูดต่อ
จากนั้นเขาหันไปถามมารดาของเด็กว่า “เด็กของเจ้าคงป่วยกระมัง ข้าจะพาพวกเจ้าไปให้หมอตรวจรักษา”
“ขอบคุณผู้มีพระคุณ ขอบคุณผู้มีพระคุณ...” มารดาของเด็กโอบอุ้มบุตรไว้ พลางโขกศีรษะขอบคุณไม่หยุด
เซียวจิ่วเยวียนส่งสัญญาณให้มารดาเด็กอุ้มบุตรขึ้นรถม้า ส่วนตนเองอุ้มจิ่วจิ่วเดินตามอยู่ข้างรถ
จิ่วจิ่วกระซิบถามเซียวจิ่วเยวียน “เสี่ยวเยวียนจื่อ นั่นใช่โรคระบาดหรือไม่?”
จิ่วจิ่วไม่เคยพบโรคระบาดจริง ๆ มาก่อน ทว่าเมื่อเห็นสภาพของเด็กคนนั้น ก็พลันนึกถึงเรื่องที่ท่านปู่พ่อบ้านเคยเล่าให้ฟัง ถึงสภาพน่าเวทนาของผู้ป่วยในยามเกิดโรคระบาด
เด็กคนนี้มีอาการเหมือนผู้ป่วยที่ท่านปู่พ่อบ้านพรรณนาไว้ทุกประการ
“ยังไม่แน่ชัด ข้าหวังว่าจะไม่ใช่” แม้ปากเซียวจิ่วเยวียนจะกล่าวเช่นนั้น แต่หัวใจกลับหนักอึ้งจนจมดิ่ง
เขาส่งคนไปจัดที่พักให้เหล่าผู้ลี้ภัยทั้งหมดรวมกันไว้ทางตะวันตกของเมืองแล้ว
ทั้งยังสั่งให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ห้ามผู้ลี้ภัยเหล่านั้นเดินเพ่นพ่านไปทั่วเมืองหลวง
หากมิใช่โรคระบาด ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีแก่ทุกฝ่าย
แต่หากบังเอิญเป็นโรคระบาดจริง การรวมผู้ลี้ภัยไว้ด้วยกันก็จะช่วยให้ควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
ท่ามกลางความตึงเครียดและกระวนกระวาย เซียวจิ่วเยวียนพามารดากับบุตรมาถึงหน้าโรงหมอแห่งหนึ่ง
