คำว่า “อาจารย์” ที่หลิ่วหลิงเยียนเอ่ยออกมา ราวกับตอกตะปูตรึงเสียงทั้งห้องถ่ายทอดสดให้เงียบงันไปชั่วขณะ
ข้อความบนหน้าจอเดือดพล่านทันที
【เรียกแล้ว! เมื่อกี้เธอเรียกอาจารย์ใช่ไหม?】
【อาจารย์ของปรมาจารย์ยุทธ์เหรอ? หูฉันไม่ได้มีปัญหาใช่ไหม?】
【เดี๋ยวก่อน พวกนายอย่าเพิ่งเถียงกัน จอมมารก็เงียบไปแล้ว!】
【จบกัน วันนี้ข้อมูลเยอะเกินไปแล้ว สมองฉันรับไม่ไหว】
ฮวาหม่านเฉิงใช้มือทั้งสองข้างยันโต๊ะ ร่างโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ราวกับมีใครดึงบางอย่างออกจากแผ่นหลัง
กูเจี้ยนไม่ได้รีบพูด เขายกน้ำขึ้นจิบอย่างเนิบช้า
ท่าทางไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ความสุขุมแทบจะล้นออกมา
หล่างหยากระซิบกับจิงหงว่า
“ดูสีหน้าตาเฒ่ากูสิ”
จิงหงเหลือบมองแล้วพยักหน้า
“ไม่ต้องพูดแล้ว บนหน้าเขาเขียนอยู่สี่คำ”
“สี่คำไหน?”
“เรียก-ฉัน-ว่า-ปู่”
ฮวาหม่านเฉิงหันขวับ
“แกพูดบ้าอะไร?!”
จิงหงทำหน้าไร้เดียงสา
“ฉันแค่ช่วยเตรียมใจให้นายล่วงหน้า”
“ฉันต้องให้แกช่วยด้วยหรือไง?!”
“ได้ ๆ ไม่ต้องให้ฉันช่วย งั้นนายก็ไปคุยกับผู้อาวุโสกูเจี้ยนเองแล้วกัน”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าฮวาหม่านเฉิงกระตุก เขาหันไปทางกูเจี้ยน น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เธอ...เมื่อกี้อาจไม่ได้หมายความอย่างนั้นก็ได้”
กูเจี้ยนค่อย ๆ วางถ้วยน้ำลง แล้วจงใจส่งเสียง “หืม?”
“ถ้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น แล้วจะหมายความว่าอะไรได้อีก?”
ฮวาหม่านเฉิงฝืนใจอธิบาย
“เป่ยชางกว้างใหญ่ขนาดนั้น บางทีอาจเป็นสำเนียงท้องถิ่นก็ได้? หรือไม่ก็เป็นคำติดปาก? หรือเธอโดนซ้อมจนสมองกระทบกระเทือน เลยเผลอเรียกออกมาก็ได้?”
หล่างหยากลั้นขำไม่อยู่ หลุดหัวเราะพรืด
“ไม่ใช่สิ แค่ไม่อยากเรียกปู่ ถึงกับแต่งเรื่องสำเนียงท้องถิ่นขึ้นมาเลยเหรอ ยังมียางอายอยู่ไหม?”
“ฉันพูดถึงข้อเท็จจริงโว้ย!”
“ข้อเท็จจริงบ้าบออะไร หน้านายซีดหมดแล้ว!”
กูเจี้ยนส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้าง ๆ
“เอาละ ย้อนภาพ”
ฮวาหม่านเฉิงลนลานทันที
“เดี๋ยว! ไม่ต้องย้อนภาพ!”
“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าอาจฟังผิดไป ดูสนามรบก่อนเถอะ!”
กูเจี้ยนไม่สนใจเขา แล้วพูดซ้ำอีกครั้ง
“ย้อนภาพ!”
ภาพถ่ายทอดสดตัดกลับไปเมื่อสิบวินาทีก่อน
หลิ่วหลิงเยียนเงยหน้า รูม่านตาสั่นระริก ริมฝีปากขยับ เสียงที่ถูกขยายดังชัดเจน
