“เขาบอกว่า ถ้าแน่จริงก็อย่าหนี”
พอกู้เฉิงอันพูดจบ จางเลี่ยงก็กลั้นไม่ไหวอีกต่อไป
“เหล่าเฉิน”
“หืม?”
“ตกลงนายติดค้างของคนอื่นไว้กี่อย่างกันแน่?”
เฉินฝานครุ่นคิด “เรื่องนี้ รัวเชว่น่าจะรู้ดีกว่าฉัน”
จางเลี่ยงแสดงความนับถือขึ้นมาทันที “งั้นฉันไม่ถามแล้ว”
“นายยิ้มจนปากแทบฉีกแล้ว”
“ฉันกำลังดีใจแทนเหล่ากู้ต่างหาก”
“ไสหัวไป”
หานเจิงเดินเข้ามาพลางเอ่ยว่า
“เรื่องเก่าค่อยสะสางทีหลัง คุยเรื่องเฮยเฟิงหลิงก่อน”
รอยยิ้มบนใบหน้ากู้เฉิงอันจางลงเล็กน้อย เขาพยักหน้าแล้วตอบว่า “เข้าไปคุยข้างใน”
กองพิทักษ์สุสานมีฐานที่มั่นอยู่แห่งหนึ่งบนไหล่เขา ลานบ้านถูกขยายหลายครั้งแล้ว แต่ส่วนในสุดยังคงเก็บอาคารไม้แบบเก่าไว้ ส่วนพื้นที่รอบนอกมีการสร้างกำแพงหินและลานฝึกเพิ่มขึ้นเป็นบริเวณกว้าง
กองทัพยึดห้องโถงแห่งหนึ่งไว้เป็นจุดบัญชาการชั่วคราว ตอนทุกคนเข้าไป ก็เห็นแผนที่หลายแผ่นกางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
กู้เฉิงอันเอ่ยขึ้นว่า
“วันที่พวกคุณบอกว่าเกมปิดเซิร์ฟเวอร์ ผู้มาถึงทุกคนหายไปหมด”
“ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีใครทิ้งข้อความไว้”
“ตอนนั้นในเฮยเฟิงหลิงยังมีผู้มาถึงอยู่ไม่น้อย พวกเราคิดว่ามีปัญหาแค่ที่นี่ กว่าจะรู้ทีหลังว่าที่อื่นก็เป็นเหมือนกัน”
หานเจิงถามว่า “ความผิดปกติก็เริ่มขึ้นตอนนั้นหรือ?”
“ประมาณนั้น”
กู้เฉิงอันชี้ลงบนแผนที่ “เริ่มจากสุสานโบราณเฮยเฟิง”
จางเลี่ยงมองตามตำแหน่งที่เขาชี้ คิ้วขมวดเข้าหากัน
“เดี๋ยวก่อน”
เขาชี้ไปอีกจุดหนึ่ง
“สุสานโบราณเฮยเฟิงอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ?”
“เมื่อก่อนใช่”
กู้เฉิงอันพยักหน้าแล้วพูดว่า
“ต่อมากองพิทักษ์สุสานเข้ามาดูแลพื้นที่แถบนี้ สุสานเก่าส่วนใหญ่ถูกปิดตาย บางแห่งก็ปรับปรุงใหม่ บางแห่งก็สร้างถนนขึ้นมาใหม่”
