“หลินหยู นี่คือท่าทีที่แกใช้พูดกับพี่สาวหรือ แม่สอนแกมาแบบนี้หรือไง”
“แม่ว่าเป็นเพราะซ่งจิ่งมา แกถึงได้เรียนรู้ความเอาแต่ใจไร้กฎเกณฑ์มาจากซ่งจิ่ง!” ฝานเชียนชินพุ่งเข้ามาอย่างโกรธจัด ยกมือขึ้นหมายจะตบหน้าหลินหยู
เธอเคยลงมือกับซ่งจิ่ง แต่ยังไม่ทันได้ตบก็ถูกซ่งจิ่งตบสวนกลับมาหนึ่งฉาด ตั้งแต่นั้นมาเธอก็เกลียดซ่งจิ่งเข้ากระดูกดำ มองอย่างไรก็ขัดหูขัดตา แต่ขณะเดียวกันก็หวาดกลัวซ่งจิ่ง ไม่กล้ายกมือตบหน้าอีกฝ่ายอีก
ก่อนหน้านี้หลินหยูคงเคยเถียงฝานเชียนชินเพราะเรื่องของหลินเหยียนอยู่ไม่น้อย แต่ฝานเชียนชินคงแค่ด่า ไม่เคยลงมือกับเขา
เพราะอย่างนั้น ตอนฝานเชียนชินฟาดฝ่ามือลงมา เขาจึงมึนงงไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าจะหลบอย่างไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรยกมือขึ้นคว้าฝ่ามือที่ฟาดลงมาของฝานเชียนชิน
เพียะ!
เสียงตบดังใสกังวานไปทั่วห้องรับแขก แม้แต่แม่บ้านที่แอบมองจากทางห้องครัวก็ยังสะดุ้งตกใจ
ม่านตาของหลินหยูเบิกกว้าง เขายืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
ฝานเชียนชินมองหน้าหลินหยู แล้วมองฝ่ามือของตัวเอง สีหน้าดูยังตั้งตัวไม่ติด “เสี่ยวหยู แม่ขอโทษ แม่ไม่ได้ตั้งใจ เมื่อกี้แม่กำลังโมโหจนหน้ามืดไปชั่วขณะ ไม่ได้อยากตบลูกจริง ๆ เสี่ยวหยู...”
“ผมไม่มีแม่อย่างคุณ!” หลินหยูยกมือกุมหน้าแล้ววิ่งขึ้นชั้นบนไปโดยไม่หันกลับมา ก่อนจะปิดประตูห้องดังปังจนสะเทือนไปทั้งบ้าน
“เสี่ยวหยู!” ฝานเชียนชินมีสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในภายหลัง เธอมองฝ่ามือตัวเองแล้วพึมพำกับตัวเอง “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ฉันลงมือตบเสี่ยวหยูได้ยังไง”
“คุณแม่ ไม่ต้องกังวลนะคะ น้องชายแค่โกรธชั่ววูบ พรุ่งนี้พอหายโกรธแล้ว เขาต้องเข้าใจคุณแม่แน่นอนค่ะ” หลินเหยียนก้าวเข้ามาจับมือฝานเชียนชิน ปลอบเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
