หลินเหยียนถูกจับได้ว่าแอบฟังก็ไม่รู้สึกกระดาก เดินเข้ามายิ้มให้ทั้งสองคน น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลเช่นเคย แล้วพูดกับหลินหยูว่า “ฉันไปเคาะประตูห้องเธอแล้ว แต่เธอไม่อยู่”
“เมื่อกี้แม่แค่โมโหจนหน้ามืดไป ไม่ใช่ว่าไม่รักเธอ อย่าโกรธแม่เลยนะ”
หลินหยูไม่อยากคุยกับเธอเลยสักนิด “พ่อกับแม่ก็ไม่อยู่ตรงนี้แล้ว เธอเลิกพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงน่าขยะแขยงแบบนั้นได้ไหม”
หลินเหยียนไม่ถือสาท่าทีแย่ ๆ ของเขา “ฉันทำไปก็เพื่อเธอ พรุ่งนี้เจอแม่แล้ว อย่าลืมคืนดีกับแม่นะ”
“ไสหัวไป! เลิกเสแสร้งทำเป็นหวังดีกับฉันได้แล้ว เธอคิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าเธออยากให้พ่อกับแม่เกลียดฉัน แล้วรักแต่เธอคนเดียว” แม้หลินหยูจะยังเป็นเด็ก แต่ก็ฉลาดและช่างสังเกต ไม่ใช่เด็กที่จะหลอกกันได้ง่าย ๆ
หลินเหยียนยิ้ม ไม่รับและไม่ปฏิเสธ สายตาหันไปทางซ่งจิ่ง
ซ่งจิ่งนั่งบนเก้าอี้กินข้าวอย่างตามสบาย มือข้างหนึ่งพาดอยู่ริมโต๊ะอาหาร อีกข้างวางบนที่วางแขน ท่วงท่าผ่อนคลายและเป็นอิสระ ทั่วทั้งตัวแผ่กลิ่นอายของนักเลงออกมา
หลังจากเหลือบมองประตูห้องอาหารแวบแรก เธอก็เบือนสายตากลับมา ก้มตาลงอย่างเฉยชา ไม่แม้แต่จะปรายตามองหลินเหยียน
หลินเหยียนกำหมัดแน่นอยู่เงียบ ๆ เกลียดท่าทีเย็นชาเย่อหยิ่งและดูแคลนของซ่งจิ่งจนแทบกัดฟัน
เธอรู้ว่าซ่งจิ่งดูถูกเธอ แต่ซ่งจิ่งมีสิทธิ์อะไรมาดูถูกเธอ!
เธอมีความสามารถมากกว่าซ่งจิ่ง ผลการเรียนก็ดีกว่า แถมยังรู้จักเอาใจคนอีก ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเลี้ยงดูหรือมารยาทท่าทาง ข้อไหนบ้างที่เธอไม่เหนือกว่าซ่งจิ่งตั้งไกล แล้วทำไมพอซ่งจิ่งมาถึง หลินไคเฉิงกับหลินหยูถึงได้มองเธอเปลี่ยนไป
