“หุบปากซะ! ไม่รู้ก็อย่าทำเป็นรู้!” ซูเสี่ยวเสี่ยงโกรธจัด “ฉันว่าเธอก็แค่อิจฉาที่ฉันออกแบบผลงานได้ดีขนาดนี้ อิจฉาความสามารถของฉัน!”
“อิจฉาความสามารถของเธอหรือ? ความสามารถอะไรล่ะ?” ซ่งจิ่งยกมุมปากขึ้น น้ำเสียงประชดประชันแฝงความดุดัน “ความสามารถในการเก็บแบบร่างที่คนอื่นทิ้งแล้วเอามาเป็นของตัวเองหรือ?”
“อะไรนะ? เก็บแบบร่างที่คนอื่นทิ้งมา? เรื่องมันเป็นยังไงกัน?”
“อย่าบอกนะว่าชุดเฮอจื่อชุนแขนกว้างตัวนี้ไม่ใช่แบบร่างของซูเสี่ยวเสี่ยง?”
“พวกเราที่ทำงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ วัน ๆ นั่งคิดแบบจนหัวแทบล้าน สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือพวกขโมยผลงานคนอื่น!”
ซูเสี่ยวเสี่ยงเริ่มลนลาน “เธอพูดเหลวไหล! ไหนเธอบอกสิว่าแบบร่างนี้ฉันเก็บมาจากคนอื่น มีหลักฐานอะไร?”
เจ้าของแบบร่างตัวจริงย่อมรู้ดีว่าตัวเองเป็นใคร และรู้ดีว่าตระกูลซูมีฐานะกับอิทธิพลแค่ไหนในเมืองหลวง ไม่มีทางกล้าออกมายืนเป็นปรปักษ์กับเธอในเวลานี้แน่!
พอคิดเช่นนั้น ซูเสี่ยวเสี่ยงก็กลับมามั่นใจอีกครั้ง “ซ่งจิ่ง ฉันบอกไว้ก่อนนะ ถ้าวันนี้เธอเอาหลักฐานออกมาไม่ได้ ต่อให้เธอรู้จักอาจารย์ซินหรง ฉันก็จะฉีกปากเธอให้ได้!”
“อยากได้หลักฐานก็ไม่ยาก” ซ่งจิ่งรูดซิปเป้แล้วดึงกระดาษวาดแบบปึกหนึ่งออกมา “เก็บแบบที่ฉันทิ้งแล้วมาเป็นผลงานของตัวเอง ยังทำท่าภูมิอกภูมิใจอีก หน้าหนาแบบนี้ ปู่เธอรู้หรือเปล่า?”
สีหน้าซูเสี่ยวเสี่ยงเปลี่ยนไปทันที ช่างภาพข้าง ๆ รีบเลื่อนกล้องเข้าไป ซูมภาพแบบร่างในมือซ่งจิ่งจนเต็มจอ
ซ่งจิ่งชูแบบร่างขึ้น ปลายนิ้วขาวเรียวขยับเบา ๆ กระดาษทั้งปึกก็เคลื่อนไหวราวกับภาพเคลื่อนไหวในหนังสือนิทานยุคแรก หญิงสาวในภาพที่สวมชุดเฮอจื่อชุนแขนกว้างพลันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
