หลิงอู๋โหยวกลอกตา “เห็นไหม การกดจิตแบบนี้มีอยู่ทุกที่จริง ๆ”
หยวนหยวนหยวนชะงัก “อะไรนะ ฉันโดนกดจิตเหรอ?”
หลิงอู๋โหยวตอบ “คำพูดของใครก็ตามที่ทำให้เธอเอาแต่บั่นทอนตัวเอง ล้วนเป็นการกดจิตทั้งนั้น”
หยวนหยวนหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“จริงสิ” หลิงอู๋โหยวมองรูปถ่ายของหยวนหยวนหยวนกับเพื่อน “เพื่อนคนนี้ของเธอรู้จักเฉิงกุยกับหลี่รั่วไหม?”
“เคยเจอกันอยู่สองสามครั้ง แต่ไม่ค่อยสนิท พวกเขาไม่มีวีแชทด้วย” หยวนหยวนหยวนตอบ “เธอเป็นแค่เพื่อนสนิทของฉันเท่านั้น”
……
หลังสอบปากคำหยวนหยวนหยวนเสร็จ หลิงอู๋โหยวเดินไปส่งเธอ พอเปิดประตูก็เห็นคุณฟ่านยืนรออยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นเพื่อนสนิทออกมา เธอก็โบกมือเรียก หยวนหยวนหยวนจึงทักทายหลิงอู๋โหยว ก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ ไปหาอีกฝ่ายและรับกระเป๋าจากมือเธอ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินออกไปด้วยกัน
ดูแล้วสนิทกันดีทีเดียว
หลิงอู๋โหยวเดินกลับมา เห็นฉือซีกวานกำลังจะเข้าไปในห้องสอบสวน พอเห็นเธอ เขาก็ชวนว่า “เมื่อกี้หัวหน้าหน่วยซ่งเรียกพ่อของเฉิงกุยกลับมา ตอนนี้กำลังสอบปากคำอยู่ข้างใน น้องหลิงจะเข้าไปดูไหม?”
“ไปดูสิ” เรื่องสนุกแบบนี้ใครจะพลาด
คนที่สอบปากคำคือซ่งเว่ยอันกับกวนจื่อผิง ส่วนสือหยวนเข้าไปดูอยู่ในห้องสังเกตการณ์แล้ว ตอนหลิงอู๋โหยวกับฉือซีกวานเข้าไป ซ่งเว่ยอันกำลังยื่นจดหมายฉบับนั้นให้พ่อของเฉิงกุยดู
กระจกใสทางเดียวในห้องสังเกตการณ์ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน หลิงอู๋โหยวเห็นสีหน้าของเฉิงม่อ พ่อของเฉิงกุย เปลี่ยนจากนิ่งสงบเป็นกระอักกระอ่วน มือที่วางอยู่บนโต๊ะค่อย ๆ กำแน่นเป็นหมัด สุดท้ายเขาก็หลับตาลง ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง สีหน้าราวกับไม่อยากมองสิ่งที่เห็น
