เห็นเธอเหม่อลอยไปเล็กน้อย ซ่งเว่ยอันจึงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ เรียกสติกลับมา “คุณเซียว ทำไมถึงโกหก?”
เซียวอี๋สะดุ้งได้สติ “ฉะ...ฉันไม่ได้โกหก ฉันจำไม่ได้จริง ๆ”
ไม่เป็นไร ต่อให้สืบเจอเรื่องย้ายโรงเรียน ที่อยู่ แล้วก็เรื่องที่เธอเคยมีแฟนแล้วจะยังไง? ขอแค่เธอไม่ยอมรับ ยืนกรานไปเรื่อย ๆ ว่าจำไม่ได้...
พวกเขาก็ทำอะไรเธอไม่ได้
“ความจำของคุณเซียวชวนให้เป็นห่วงจริง ๆ” หลิงอู๋โหยวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ สายตาเลื่อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มาหยุดที่ใบหน้าของอีกฝ่าย “แต่ก็พอเข้าใจได้ อย่างเรื่องย้ายโรงเรียนหรือคบหาดูใจ...สำหรับคุณคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ใช่ไหมคะ?”
เซียวอี๋รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังพูดแทนเธอ จึงพยักหน้าอย่างไม่แน่ใจ “อืม...ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรจริง ๆ”
หลิงอู๋โหยวพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนหันไปบอกซ่งเว่ยอัน “เห็นไหมคะ หัวหน้าหน่วยซ่ง ฉันบอกแล้วว่าเรื่องพวกนี้เทียบกับการพาลูกสาวแท้ ๆ วัยแค่ 14 ปีไปทำแท้งไม่ได้เลย ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่ควรค่าแก่การจดจำสักหน่อย ดูสิคะ คุณเซียวจำไม่ได้จริง ๆ ด้วย”
“คุณพูดเหลวไหลอะไร!”
ทันทีที่เธอพูดจบ เซียวอี๋ก็ได้สติแทบจะในทันที เธอตบโต๊ะราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง ร่างที่เดิมทีขดงออยู่พลันยืดขึ้นดังตึง เปลือกตาหลายชั้นที่เกิดจากไขมันรอบดวงตาลดลงตามวัยถูกเบ้าตาที่เบิกกว้างบีบเข้าหากันจนดูตึงเขม็ง
ซ่งเว่ยอันกล่าว “คุณเซียว ใจเย็นก่อน...”
“คุณระมัดระวังตัวดีเหมือนกันนะคะ” หลิงอู๋โหยวไม่ใส่ใจกับอาการเดือดดาลของเธอ “อุตส่าห์ไปทำที่โรงพยาบาลในอำเภอข้าง ๆ ใช่สิ เมืองเล็ก ๆ ของพวกคุณมีแค่นั้น ถ้าเผลอเจอคนรู้จักแล้วเรื่องแพร่ออกไปก็คงไม่ดี เราตรวจโรงพยาบาลในเมืองของคุณแล้วไม่เจอ เกือบจะถอดใจอยู่แล้วค่ะ”
