สือหยวนได้รับคำตอบแล้วจึงพูดต่อ:
“เรื่องน่าจะเป็นแบบนี้ หลิงอู๋โหยวไม่ได้บอกหรือว่าเซียวเวยเซี่ยวเรียกร้องให้เย่โหย่วเฉิงให้เงินเธอห้าหมื่นหยวน เธอระแวดระวังมาก คงกลัวว่าจะเกิดเรื่องแล้วถูกตรวจสอบบัญชีจนมีคนจับพิรุธได้ เลยให้เย่โหย่วเฉิงจ่ายเงินสด เธอซ่อนเงินสดไว้ แต่บังเอิญถูกลวี่โหยวจวิ้นพบเข้า ลวี่โหยวจวิ้นเลยซักว่าเงินมาจากไหน...”
“เธอบอกว่าเย่โหย่วเฉิงคิดไม่ซื่อกับเธอ ฉวยโอกาสตอนเธอเผลอข่มขืนเธอ แล้วยังขู่ว่าถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกใคร การเรียนและอนาคตการงานของลวี่โหยวจวิ้นก็จบเห่ เซียวเวยเซี่ยวไม่อยากให้อนาคตของแฟนหนุ่มพัง จึงได้แต่กล้ำกลืนความเจ็บปวดและรับปากเย่โหย่วเฉิงว่าจะไม่แจ้งความ”
“แต่เย่โหย่วเฉิงกลัวว่าจะเกิดปัญหาภายหลัง เลยบังคับให้เธอรับเงินห้าหมื่นหยวนไว้ แบบนี้ต่อให้มีการสอบสวนภายหลัง ก็อาจถูกมองว่าเป็นการซื้อขายโดยสมัครใจ ไม่ใช่การข่มขืน พวกเราถามลวี่โหยวจวิ้นว่าทำไมเย่โหย่วเฉิงไม่โอนเงินให้ตรง ๆ แต่กลับจ่ายเป็นเงินสด เขาบอกว่าไม่รู้ ตอนนั้นตกใจมากจนไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้”
“ลวี่โหยวจวิ้นบอกว่า ต่อมาเซียวเวยเซี่ยวพูดว่าจะไปงานเลี้ยง เพราะอยากใช้เรื่องนี้ข่มขู่เย่โหย่วเฉิง ให้เขาดีกับลวี่โหยวจวิ้นมากขึ้น แนะนำช่องทางและทรัพยากรให้บ้าง แล้วก็อย่ากลั่นแกล้งเขาเรื่องโปรเจกต์จบการศึกษา... ลวี่โหยวจวิ้นไม่อยากให้แฟนสาวต้องเอาใจปีศาจคนนั้นเพื่อตัวเองอีก จึงคัดค้านอย่างหนัก”
สือหยวนถอนหายใจ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ปวดหัวอยู่บ้าง:
“จนถึงเมื่อกี้เขายังคิดว่าตัวเองผิด บอกว่าเซียวเวยเซี่ยวเสียสละเพื่อตัวเองตั้งมากมาย แต่เขากลับไม่เห็นคุณค่า แถมยังทำหน้าบึ้งใส่เธอ... ร้องไห้จนหยุดไม่ได้ คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้เธอต้องเจอเรื่องแบบนั้น ผมกับหัวหน้าหน่วยซ่งเห็นเขาร้องไห้หนักขนาดนั้น ก็ยังทำใจบอกความจริงไม่ลง กลัวว่าเขาจะยิ่งรับไม่ไหว”
