ตำรวจพวกนี้ช่วยอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ
เยว่เฉิงไฉบอกตัวเองให้ใจเย็น อย่าปล่อยให้พวกเขาปั่นจนเสียศูนย์
(ถึงจะเสียศูนย์ไปแล้วก็เถอะ)
หลิงอู๋โหยวมองสีหน้ากัดฟันกรอดของเขาแล้วรู้สึกขบขันเล็กน้อย “ที่นายไม่ยอมพูด เพราะคนที่ทำให้เยว่ซินถูกทอดทิ้งคือนายใช่ไหม”
“เกี่ยวอะไรกับฉัน!” เยว่เฉิงไฉตะโกนออกมาก่อน แล้วค่อยสงบสติอารมณ์ลง “ฉันยอมรับว่าฉันเกลียดเธอ ปกติก็ด่าเธอว่าอัปลักษณ์อยู่บ้าง แต่เหตุผลที่เธอจากไปไม่เกี่ยวกับฉัน”
“เหตุผลที่เธอ...จากไป?” ฉือซีกวานจับคำสำคัญได้ “เธอเป็นฝ่ายอยากไปเองเหรอ”
เยว่เฉิงไฉชะงักไป อุบปากแน่น จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าพูดอะไรก็ไม่เข้าท่า
ความอดทนของกวนจื่อผิงหมดลง “ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่”
เยว่เฉิงไฉแสดงท่าทีไม่ให้ความร่วมมือ “ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉัน”
กวนจื่อผิง: น่ารำคาญชะมัด
หลิงอู๋โหยวพูดว่า “ดูท่าจะเกี่ยวกับพานฟางสินะ”
เยว่เจี้ยนซือตายไปแล้ว จากคำพูดก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้ไม่ค่อยดีนัก แล้วคนที่ทำให้เขายอมเก็บความลับไว้แน่นขนาดนี้ นอกจากพานฟางที่ยังให้เงินเขาเดือนละสองพันแล้ว จะเป็นใครได้อีก
เยว่เฉิงไฉหันมามองเธอตามสัญชาตญาณ โดยไม่ทันสังเกตว่าแววตาตื่นตะลึงของตัวเองชัดเจนแค่ไหน ริมฝีปากขยับคล้ายอยากพูดอะไร แต่ครู่หนึ่งก็เม้มปากแน่นอีกครั้ง
หลิงอู๋โหยวมองปฏิกิริยาของเขา ในใจก็ตัดสินได้แล้ว เธอหยิบรูปของเฉินเวยเทียนออกมาให้เขาดู “ยืนยันอีกครั้งสิ นายไม่รู้จักเธอใช่ไหม”
เยว่เฉิงไฉยังใจเต้นระทึกอยู่ เขามองรูปนั้นอย่างละเอียดกว่าครั้งก่อน แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่คุ้นหน้า “ไม่รู้จัก ครั้งก่อนฉันก็บอกแล้วว่าไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ ตกลงเธอเป็นใคร”
