“ทำไมล่ะ?” เซียวอี๋ไม่เห็นด้วย “แต่งงานมีครอบครัว มีที่พึ่ง ชีวิตก็มั่นคงขึ้น กลับบ้านมาก็มีคนอยู่เป็นเพื่อน ไม่ต้องเหงาอีก เวยเวยไม่มีพ่อมาตั้งแต่เด็ก เป็นเพราะฉันไร้ความสามารถเอง ถึงให้ครอบครัวที่สมบูรณ์กับเธอไม่ได้… ฉันรู้มาตลอดว่าลึก ๆ แล้วเธอคงโหยหาครอบครัวที่สมบูรณ์มาก”
หลิงอู๋โหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างจริงใจว่า
“คุณหมายถึงครอบครัวแสนยากจนที่สามีจู่ ๆ ก็ตาย ทิ้งเงินไว้ให้ภรรยากับลูกสาวไม่กี่เหรียญ หรือครอบครัวเดนมนุษย์ที่พ่อข่มเหงลูกตัวเอง จนแม่เพิ่งรู้เรื่องตอนลูกท้องกันแน่คะ?”
เซียวอี๋: …………
เธอก้มหน้าด้วยความกระอักกระอ่วน ร่างทั้งร่างหดงอเข้าหากันอีกครั้ง “ฉันมันไร้ความสามารถเอง…”
หลิงอู๋โหยวกลอกตา
เธอเกลียดจริง ๆ เวลาบางคนเอาแต่พูดว่า “ฉันมันไร้ความสามารถเอง” ฟังเหมือนกำลังตำหนิตัวเอง แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นการใช้ศีลธรรมบีบบังคับอีกฝ่ายทำนองว่า “ฉันไร้ความสามารถก็จริง แต่ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ฉันรู้ว่าผิดแล้ว แต่เธอจะทำอะไรฉันได้ล่ะ” ใช้การแสดงความอ่อนแอของตัวเอง “บีบให้” คนอื่นยกโทษให้
ที่สำคัญ คนแบบนี้มักมีใครสักคนคอยช่วยพูดอยู่ข้าง ๆ ว่า
“เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองผิด เธอยังจะเอายังไงอีก?”
ราวกับว่าแค่เจ้าตัวยอมรับผิด คนอื่นจะตำหนิเพิ่มอีกสักคำก็กลายเป็นฝ่ายเกินเหตุไปเสียแล้ว
หลิงอู๋โหยวไม่ใช่คนไร้เหตุผลแบบนั้น เธอถอนหายใจ ระบายความอึดอัดในอกออกมา ก่อนยิ้มให้เซียวอี๋บาง ๆ แล้วพูดอย่างเอาใจใส่ว่า “ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกค่ะ…”
