“แหวนทองเหรอ? คืออะไร...” คนปลายสายเอ่ยขึ้น น้ำเสียงฟังดูเป็นธรรมชาติพอสมควร แฝงความตื่นตระหนกที่แทบจับไม่ได้อยู่เล็กน้อย “ฉันไม่เห็นแหวนทองอะไรเลย ที่นั่นมืดมาก ฉันแค่เหลือบมองศพอย่างรวดเร็วก็กลัวจนรีบวิ่งหนีออกมาแล้ว”
หลิงอู๋โหยวทำท่าราวกับเพิ่งเข้าใจ “อ๋อ~ อย่างนี้นี่เอง”
สือหยวนฟังน้ำเสียงของเธอก็รู้ทันทีว่าเจ้าตัวคิดแผนเจ้าเล่ห์อะไรออกแล้ว จึงปิดปากเงียบ ปล่อยให้เธอจัดการไป
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สงสัยเธอ เฉินเจียเหมยก็เริ่มร้อนใจ “อืม ๆ...ใช่แล้ว เอ่อ ถ้าพวกคุณไม่มีธุระอะไรแล้ว ฉันวางสายก่อนนะคะ?”
“ถ้าถามว่ามีธุระไหม...ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ” หลิงอู๋โหยวพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “แค่เห็นว่าคืนนั้นคุณตกใจไม่น้อย เลยอยากถามว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
เฉินเจียเหมยคิดในใจว่า คืนนั้นยังไม่เห็นตำรวจหญิงคนนี้จะมีน้ำใจขนาดนี้เลย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะหวังดี เธอจึงตอบอย่างสุภาพ “กะ...ก็โอเคค่ะ”
“เหรอคะ?” หลิงอู๋โหยวว่า “ฉันนึกว่าคุณจะฝันร้ายบ่อย ๆ หรือรู้สึกอยากอาเจียนเป็นพัก ๆ เสียอีก”
เฉินเจียเหมยชะงักไป ช่วงสองสามวันนี้เธอเป็นแบบนั้นจริง ๆ ทั้งที่เห็นว่าประธานว่านฟื้นตัวจนกลับมาเป็นปกติแทบไม่ต่างจากเดิมแล้ว แต่ตัวเธอกลับยังทำใจไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมามันหนักหนาเกินไปสำหรับเธอจริง ๆ
“ทำไมถึงพูดแบบนั้น...”
หลิงอู๋โหยวตอบ “อ๋อ เพราะตอนนั้นคุณอยู่ใกล้ศพมากนี่คะ พื้นรองเท้าอาจเหยียบโดนอะไรเข้า ฉันเลยคิดว่าคุณอาจได้รับผลกระทบบ้างหรือเปล่า”
เฉินเจียเหมยขมวดคิ้ว “ผะ...ผลกระทบอะไรคะ?”
หลิงอู๋โหยวทำเสียงประหลาดใจขึ้นมาทันที “ตายจริง คุณยังเก็บรองเท้าคู่นั้นไว้อยู่หรือเปล่าคะ?”
