“นี่...คุณ...นี่...” หวังกุ้ยอ้ำอึ้งพูดไม่ออก พอเห็นซ่งเว่ยอันกับหลิงอู๋โหยวลุกขึ้นเก็บของ ก็รีบพูดขึ้นว่า “ฉัน...ฉันนึกออกแล้ว นึกออกเรื่องหนึ่ง! ก่อนหน้านี้พวกเขาเกือบ...เกือบทะเลาะกันจนหย่ากันเพราะเรื่องนี้ แบบนี้นับไหม?”
ก็ว่าแล้ว หวังกุ้ยเกลียดโหยวหลี่ซวงขนาดนี้ จะยอมปล่อยโอกาสที่จะทำให้โหยวหลี่ซวงได้รับบทเรียนไปได้อย่างไร?
ซ่งเว่ยอันกับหลิงอู๋โหยวมองหน้ากันอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะนั่งลงอย่างไม่รีบร้อน
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ พวกเราก็ฝืนฟังสักหน่อยแล้วกัน”
หวังกุ้ย: ...ฝืนฟัง?
“โหยวหลี่ซวงเป็นคนต่างถิ่น บ้านเกิดของเธอเป็นที่ทุรกันดารแบบนั้น จะเจริญเท่าไหร่ก็สู้ไห่โจวไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวเธอก็ฐานะธรรมดา แถมยังมีน้องชายอีกคน ฉันคัดค้านเต็มที่ที่เหวยกังจะแต่งงานกับผู้หญิงจากครอบครัวแบบนั้น ครอบครัวแบบนี้ส่วนใหญ่มักรักลูกชายมากกว่าลูกสาว! แต่งงานกันไปแล้ว เหวยกังก็ต้องคอยช่วยเหลือทางบ้านเธอไม่มากก็น้อย สุดท้ายก็ถูกพวกนั้นลากให้เดือดร้อนไปด้วย!”
พอนึกถึงเรื่องนี้ หวังกุ้ยก็ขมวดคิ้วแน่น “แต่เหวยกังบอกว่าเธออ่อนโยนแค่ไหน เข้าใจคนอื่นแค่ไหน ยืนกรานว่าจะแต่งกับเธอ พวกเราเป็นพ่อแม่ก็ทนเห็นเขาแต่งกับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รักไม่ไหว ไม่มีทางเลือก เลยต้องยอม”
“ใครจะไปรู้ว่าโหยวหลี่ซวงนั่นมันตั้งใจมาหลอกแต่งงาน! แต่งงานกันแล้วถึงมาบอกฉันว่าไม่อยากมีลูก จะให้ลูกชายฉันไปทำหมัน แบบนี้จะได้ยังไง!?” พอพูดถึงตรงนี้ หวังกุ้ยก็เบิกตาโพลงจนเห็นเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ “ไม่ใช่แค่ฉันที่ไม่ยอม ลูกชายฉันก็ไม่ยอมเหมือนกัน!”
